เมื่อวันที่ 21 และ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่า ป.ป.ช.มีมติไม่ยกสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี กับพวก ร่วมกันสั่งการในเหตุการณ์สลายการชุมนุม นปช. เมื่อวันที่ 10 เมษายน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ขึ้นพิจารณาใหม่ ตามคำร้องขอของแกนนำ นปช. โดยระบุว่า คำร้องดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแก่การไต่สวน ต้องห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกขึ้นพิจารณาใหม่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
เลขาธิการ ป.ป.ช.ยังได้แถลงรายละเอียดการพิจารณาใน 4 ประเด็นที่ นปช.ร้องมา โดยชี้ว่า การชุมนุมของ นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบ มีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนในกลุ่มผู้ชุมนุมจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องสลายการชุมนุมเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง โดยมีอาวุธติดตัว หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ตามสถานการณ์หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล ส่วนที่ นปช.เปรียบเทียบการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อเดือนตุลาคม 2551 กับการสลายการชุมนุมในปี 2553 ซึ่งในปี 2551 เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตา ส่วนในปี 2553 เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธสงคราม แต่กลับปรากฏว่า รัฐบาลในปี 2551 มีความผิดนั้น ป.ป.ช.ชี้แจงว่าเป็นเพราะรัฐบาลปี 2551 ไม่ได้ระบุถึงการใช้หลักสากลในการปฏิบัติหน้าที่ ต่างจากปี 2553
มติของ ป.ป.ช. ทำให้เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 99 ศพ บาดเจ็บ 2 พันกว่าคน มากที่สุดในประวัติศาสตร์ความสูญเสียของประชาชน ยังไม่มีผู้รับผิดชอบ แม้ว่าเวลาผ่านมา 8 ปีแล้ว ทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวง มีภาพการใช้อาวุธสงคราม รวมถึงพลซุ่มยิงหรือสไนเปอร์ ยิงใส่ประชาชน ซึ่งช่างภาพ สื่อมวลชน และบุคคลทั่วไป บันทึกภาพและภาพเคลื่อนไหวเป็นจำนวนมาก ความล่าช้าที่เกิดขึ้นนี้ อาจเป็นผลดีต่อบางคนบางฝ่าย แต่ไม่เป็นผลดีต่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งเป็นหลักอันสำคัญของสังคมและประเทศที่ไม่ควรยกเว้นหรือละเว้นให้กับใคร

