เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงานเสวนา “86 ปี 2475 กิ่งก้านและผลพวงการอภิวัฒน์สยาม” โดย รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล, รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์, ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ, นายรวี สิริอิสสระนันท์ หรือวาด ระวี, น.ส.เพียงคำ ประดับความ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานมีนักเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเข้าร่วมจำนวนมาก มีการออกร้านจำหน่ายหนังสือและเสื้อผ้าราคาพิเศษ เพื่อระดมทุนช่วยงานเสวนาครั้งนี้ด้วย โดยมี ผศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวเปิดงาน และ น.ส.เพียงคำ ร่วมอ่านบทกวีเรียกความฮึกเฮิมและเสียงปรบมือล้นหลาม
รศ.ดร.พิชิตกล่าวตอนหนึ่งว่า ในอดีตมีการตั้งหลัก 6 ประการของคณะราษฎรเพื่อดูแลประชาชน โดยข้อที่เน้นมากที่สุดคือหลักเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องหางานให้ประชาชน ต่อมามีการร่างกฎหมายป้องการการเกิดคอมมิวนิสต์ โดยเป็นการตั้งขึ้นก่อนการมาของคอมมิวนิสต์ เกิดการไม่ยอมรับ โดยนายปรีดี พนมยงค์ เคยคิดระบบเศรษฐกิจไว้ แต่ไม่ถูกนำไปใช้ อีกทั้งเค้าโครงเศรษฐกิจไม่ได้นำกลับมาใช้ ทั้งๆ ที่คณะราษฎรค่อนข้างมีอำนาจเด็ดขาด ความล้มเหลวของระบบดังกล่าวทำให้คณะราษฎรต้องหาระบบเศรษฐกิจใหม่ โดยการยกเลิกระบอบที่ดินใหญ่ ซึ่งทรัพย์สินส่วนบุคคลยังเป็นที่ดินของรัฐ เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงห้ามไม่ให้มีการสร้างโรงงานโดยมีนายทุนเป็นเอกชน แต่ยังมีการทำเป็นอาชีพส่วนอยู่ ถือเป็นระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมอย่างเต็มที่ มิใช่ระบบคอมมิวนิสต์
รศ.ดร.ไชยันต์กล่าวตอนหนึ่งว่า คนที่ศึกษารัฐธรรมนูญอย่างจริงจังบอกว่า เราลอกบางข้อมาจากอินโดนีเซีย แต่ยังไม่มีอะไรชัดเจน ตอนนี้เราเห็นข้อดีของรัฐประหาร เพราะรู้แล้วว่าใครอยู่ข้างไหน จากเมื่อก่อนที่ไม่ชัดเจน เกิดการถกเถียงในเชิงวิชาการจำนวนมาก และอัตราการรู้หนังสือของไทยสูงกว่าอินโดนีเซีย อยู่ระดับเดียวกับมาเลเซีย ถามว่าอินโดนีเซียพร้อมไหม ต้องถือว่าประเทศเขามีประชาธิปไตยที่มีความพร้อมมาก ส่วนประเทศไทยนั้น นักประวัติศาสตร์พยายามค้นหา พิจารณาความหมายของปี พ.ศ.2475 อยู่หลายครั้ง แต่เวลาทำความเข้าใจเหตุการณ์นี้ เราไม่ได้เข้าใจตรงๆ แต่เราเข้าใจในตัวอดีตของเหตุการณ์นี้เอง เช่น คนที่ไม่ชอบนักการเมืองเพราะโกงกินเงินบ้านเมือง ก็จะพูดตามมาว่า นี่ไง มันเริ่มมาตั้งแต่ 2475 ดังนั้น สมัยเกิดการรัฐประหารใหม่ๆ จึงมีคำกล่าวว่า จงพิทักษ์ประชาธิปไตย ตอนแรกตนไม่เข้าใจคำนี้ แต่พอวันที่ 6 ตุลาคมก็เข้าใจแล้วว่า หากได้ประชาธิปไตยมาแล้วจงรักษาไว้

