หากเป็นเมื่อ 2-3 ปีก่อน การปั่นกระแสเรื่อง”ยุบพรรคเพื่อไทย”จะดำเนินไปด้วยความอึกทึก ครึกโครมยิ่งกว่านี้
ไม่จำเป็นที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะต้องออกโรงเอง
เอาเพียง “ไอ้ห้อย ไอ้โหน” บางคนใน สนช. หรือ สปช. สปท. ออกมา สื่อมวลชนก็จะขานรับด้วยความคึกคัก
แต่คราวนี้ถึงจะมีบางคนพยายามออกมาขยายความ
กระนั้น พลันที่ได้ยินเสียงและเห็นป้ายชื่อซึ่งผนวกเข้ากับพรรครวมพลังประชาชาติไทย แทนที่จะเป็นเสียงอื้อฮือ อ้าฮ้าอย่างที่ดังมาจากแดนไกล
กลับกลายเป็นเสียงโห่และฮาป่า กลับกลายเป็นอื้ดเฟ้อ เรอ เหม็นเปรี้ยว
จำเป็นต้องตัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกไปเพราะที่ออกมาพูดก็เพราะมีคนถาม
จำเป็นต้องตัด”นายทะเบียนพรรคการเมือง”ออกไป
เพราะเป็นการทำตามหน้าที่ไม่ว่าในฐานะเลขาธิการ ไม่ว่าในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง
แต่ทำไมเสียงจาก”ไอ้ห้อย ไอ้โหน”จึงไร้ความหมาย
แม้ว่าตำแหน่งที่อยู่เบื้องหลังเสียงเป็นตำแหน่งในทางวิชาการ แม้ว่าตำแหน่งที่เป็นเหมือนหัวโขนคือเลขาธิการปฏิรูปการเมืองภาคประชาชน
แต่จุดที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เป็นการพูดในฐานะคนของ พรรครวมพลังประชาชาติไทย
ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ศักดิ์ศรี”ไอ้ห้อยไอ้โหน”ด้อยลง
เพราะพรรครวมพลังประชาชาติไทยแม้จะมีการเสกปั้นนามของปัญญาชน นักวิชาการขึ้นเสมือนเป็น “ผู้นำ” แต่คนก็เรียกขานว่า “พรรคเทพเทือก”
เพราะนี่คือ “อำนาจนำ”อย่างแท้จริงภายในพรรค
การออกมาโวยวายเพื่อชี้ช่องเปิดประตูไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยจึงกลายเป็นประเด็นการเมืองในแบบเก่า
เหมือนที่ต้องการยุบพรรคไทยรักไทย เหมือนที่ต้องการยุบพรรคพลังประชาชน
ทั้งๆที่ยุบไปแล้วพลานุภาพก็มาสำแดงที่พรรคเพื่อไทย
กลยุทธ์เก่าจากคนหน้าเก่าจึงก่อความมึนชาขึ้นมาได้โดยอัตโนมัติ

