ต้องยอมรับว่า “ข้อสังเกต”และ”บทสรุป”ของ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ว่า กระบวนการ
“ประชามติ” ได้เข้าสู่ “ความเสี่ยง”
มี “ความคม” มากด้วย “ความเฉียบ”
เป็น “ข้อสังเกต” และ “บทสรุป” ที่เหมือนกับจะให้บทบาทและความหมายต่อ “พรรคประชาธิปัตย์” อย่างเป็นพิเศษ
นั่นก็คือ อ้างอิงจากท่าทีที่มาจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แม้จะมิได้ปรากฏผ่าน “แถลงการณ์” เหมือนกับที่แสดงออกโดย “พรรคเพื่อไทย” ก่อนหน้านี้
แต่ท่าทีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็สำคัญ
เพราะมิได้เป็นแถลงคนเดียวโด่เด่ หากแต่มี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ และ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นั่งเป็นพระอันดับอยู่ด้วย
2 คนนี้เป็นระดับ “รองหัวหน้าพรรค”
ประการสำคัญยิ่งกว่านั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้ “ถ้อยคำ”ในการแถลง 1 2 และ 3 อย่างหนักแน่นและจริงว่า
“พรรคไม่เห็นด้วย”
ท่าทีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงถือเป็น “ความคืบหน้า” และกระทำในลักษณะอันมิได้เป็น “ส่วนตัว”
ตรงกันข้าม เป็นการกระทำในแบบ “หัวหน้าพรรค”
เช่นนี้เอง นายอลงกรณ์ พลบุตร จึงสรุปอย่างรวบรัดว่า ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงมี “ความเสี่ยง”มากขึ้นในการออกเสียง “ประชามติ”
เหตุผลอย่างสำคัญ 1 คือ
“ขณะนี้มี 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย และ 1 กลุ่มการเมืองใหญ่คือ นปช. แสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง”
เหตุผลอันถือว่าเป็น “ความเสี่ยง”อย่างสำคัญ 1 คือ
“หากการออกเสียงประชามติเห็นชอบก้ำกึ่ง ไม่เด็ดขาด จะมีความเสี่ยงที่อาจเป็นชนวนความขัดแย้ง ก่อความไม่สงบตามมา จนกระทบต่อโรดแมปของแม่น้ำ 5 สายที่ต้องการเดินหน้าประเทศสู่การเลือกตั้งภายในปี 2560”
นั่นก็คือ ไม่แน่ใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตาม “โรดแมป” หรือไม่
เหตุผลของ นายอลงกรณ์ พลบุตร มิอาจถือได้ว่า “เลื่อนลอย” หรือไร้”รากฐาน” รองรับอย่างเด็ดขาด
หากมองจาก”ฐานคะแนน”เสียงในทาง “การเมือง”
ไม่ว่าฐานคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าฐานคะแนนเสียงของพรรคประ ชาธิปัตย์ หากรวมกันก็ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านเสียง
20 ล้านเสียงที่”ไม่รับ” อย่าคิดว่าไม่มี “ความหมาย”
จากนี้จึงเห็นได้ว่า ไม่เพียงแต่”ร่างรัฐธรรมนูญ”จะกลายเป็นประเด็น หากแต่”คำถามพ่วง” ก็กลายเป็นประเด็น
ที่คิดว่าเป็นปัจจัย”เสริม”ใน”ระยะเปลี่ยนผ่าน”
ผ่านจากมติเห็นชอบโดยสนช.อย่างท่วมท้นมาได้ยังไม่ทันพ้น”สงกรานต์”ด้วยซ้ำไปกลับจะกลายเป็น “ปัญหา”
เป็นปัญหาในการ”เปิดโปง” ตัวเอง
เหมือนกับจะเป็นการเปิดโปง “สปท.” เหมือนกับจะเป็นการเปิดโปง”สนช.”ไม่มีอะไรเกี่ยวกับ “คสช.”
แต่อย่าลืมความหมายของ “สปท.” ความหมายของ”สนช.”
ไม่ว่า “สปท.” ไม่ว่า “สนช.” ล้วนเกิดขึ้นจากการคัดสรรและแต่งตั้งโดย”คสช.”ทั้งสิ้น
“มติ”ของสปท. “มติ”ของสนช.จึงเท่ากับเป็น”มติ”ของคสช.
หากมติเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของสปท. หากมติเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของสนช.แล้วอานิสงส์นั้นจะตกถึงคสช.หรือไม่
ฐานคะแนนเสียงกว่า 20 ล้านเสียงล้วน”มองเห็น”

