หน้าแรก การเมือง ธนาธรชี้สงครา...

ธนาธรชี้สงครามการค้าจีน-สหรัฐ โอกาสไทยชิงส่วนแบ่งการตลาด

27.06.18 | 15:04 น.

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาและจีนตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกัน ว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยในการครอบครองส่วนแบ่งการตลาด โดยรายการสินค้าที่ถูกตั้งกำแพงภาษีนั้นประเทศไทยมีความสามารถในการผลิตอยู่แล้ว หากแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ในสินค้าบางรายการก็มีมูลค่ามากแล้ว อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างบริษัทไทยกับบริษัทในสหรัฐหรือจีน ที่เมื่อสงครามการค้าจบลง ผู้ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดเดิมอาจเอาคืนกลับไปไม่ได้ โดยยังถือเป็นโอกาสดึงการลงทุนในไทยเพิ่ม ช่วยสร้างการจ้างงานอีกด้วย

ระบุว่า


[ สงครามการค้า, ความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และโอกาสของไทยในธุรกิจโลกที่ผันผวน ]

อเมริกาเปิดสงครามการค้ากับจีนด้วยการขึ้นภาษีร้อยละ ๒๕ กับสินค้าหลายประเภทที่มาจากจีน จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากอเมริกาด้วยมาตรการแบบเดียวกัน การตอบโต้ทางการค้าของทั้งสองประเทศลามไปถึงยุโรป, แคนาดาและเม็กซิโก และทำให้หลายฝ่ายกังวลใจกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นต่อการค้าโลกอย่างที่กรุงเทพธุรกิจเขียนไว้ในบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ในวันจันทร์ที่ผ่านมา

แน่นอนว่าเราตระหนักถึงความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นกับการค้าโลก แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความผันผวนย่อมนำมาซึ่งโอกาส และผู้ที่คว้าโอกาสไว้ได้ อาจครอบครองส่วนแบ่งการตลาดใหม่ๆไปอีกนาน

Advertisement

รายการสินค้ากว่า ๑,๓๐๐ รายการที่อเมริกาตั้งกำแพงเพิ่มภาษีจากจีนคือโอกาส รายการทั้งหมดมียอดนำเข้าจากจีนปีละ ๓๔,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ ๑ ล้านล้านบาทต่อปี ผมได้เข้าไปดูรายการที่โดนขึ้นภาษีและเห็นว่าหลายรายการเป็นรายการที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิต เช่น เคมีภัณฑ์ (โพลีไวนิล, โพลีเอทธีลีน), แม่พิมพ์ขึ้นรูปงานพลาสติกประเภทต่างๆ, เครื่องจักรขึ้นรูปโลหะด้วยระบบไฮโดรลิค (hydraulic press) หรือหลอดไฟแอลอีดี เป็นต้น

เฉพาะหลอดไฟแอลอีดีอย่างเดียว อเมริกานำเข้าจากจีนปีละ ๖๓๗ ล้านดอลลาร์ หรือคร่าวๆ ๒ หมื่นล้านบาท หากเราสามารถระบุบริษัทที่นำเข้าหลอดไฟแอลอีดีในอเมริกาแล้วเชิญให้ลองใช้ผลิตภัณฑ์จากไทยได้ เราอาจได้ส่วนแบ่งการตลาด ๒ หมื่นล้านนี้บางส่วน กว่าสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกาจะจบ ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทนำเข้าในอเมริกาและบริษัทส่งออกจากไทยอาจแน่นแฟ้นเกินกว่าจีนจะเอาส่วนแบ่งการตลาดคืนไปแล้ว

รายการที่จีนตอบโต้สินค้านำเข้าจากอเมริกาน่าสนใจไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่เป็นรายการสินค้าเกษตรซึ่งมาจากรัฐที่เป็นฐานเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์, พลังงานในรูปแบบต่างๆ, เคมีภัณฑ์, น้ำมันหล่อลื่นและรถยนต์ประเภทเอสยูวี สินค้าที่รัฐและเอกชนไทยน่าจะรีบติดต่อทางการค้าในโอกาสที่ผู้นำเข้าต้นทุนกำลังจะเริ่มสูงขึ้นในการนำเข้าสินค้าครั้งต่อไป คือรายการที่อยู่ใบบัญชีที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน เช่นเคมีภัณฑ์, ข้าว, ลองกอง, ทุเรียน และรถยนต์เอสยูวี (ดู disclaimer)

มองให้ไกลกว่านั้น การลดกำแพงภาษีอาจไม่เกิดขึ้นง่าย เราสามารถใช้โอกาสนี้ดึงการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยโดยอาศัยความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมโลก บริษัทที่อยู่ในอเมริกาและสินค้าของบริษัทของบริษัทนั้นโดนภาษีเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๕ คือเป้าหมายที่เราสามารถชักจูงให้บริษัทเหล่านั้นย้ายฐานการผลิตจากอเมริกามาผลิตที่ไทย (รวมถึงในทางกลับกัน คือใช้ไทยไปอเมริกา) อันจะนำมาซึ่งการลงทุนและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น

ภายใต้กระแสการแข่งขันที่เชี่ยวกรากในอุตสาหกรรมระดับโลก เราต้องไม่มองแค่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มองว่าเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วจะนำไปสู่อะไร ความสำเร็จไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากการมองเห็นโอกาสและกล้าไขว่คว้ามัน

ป.ล. : ผมนั่งไล่ดูรายการสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากทั้งสองประเทศจาก Financial Times ตามที่แนบมา
https://ig.ft.com/us-china-tariffs/

ป.ล. ๒ : disclaimer – บริษัทที่ผมเคยทำงานมีส่วนได้ส่วนเสียหากผลักดันการส่งออกเอสยูวีจากไทยไปจีน