นับแต่การเปิดตัว “ร่าง” รัฐธรรมนูญฉบับของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม เป็นต้นมา
ได้ก่อให้เกิด “จุดเปลี่ยน”ทางการเมืองอย่างคึกคัก
จุดเปลี่ยน 1 ซึ่งสำคัญได้แก่จุดเปลี่ยนจากการประกาศและแสดงบทบาทของ”ร่าง”รัฐธรรมนูญในวันที่ 29 มีนาคม
ทำให้ร่าง”เบื้องต้น”กลายเป็นร่าง”สมบูรณ์”
หมายความว่าได้ผ่านการปรับแต่ง ไม่ว่าในเชิงเนื้อหา ไม่ว่าในเชิงรูปแบบ ตามความต้องการครบถ้วน
เหมือนกับ “สมบูรณ์” แต่กลับ “ไม่สมบูรณ์”
เพราะหากสมบูรณ์จะมีเสียงบ่นงึมงั่มๆดังมาจาก”คสช.”อีกละหรือ ส่งผลให้ “สปท.”และ”สนช.”ต้องหาทางออก
นั่นก็คือ จุดเริ่มต้นแห่ง “คำถามพ่วง”
โดยสปท.ประชุมแล้วก็ชง “คำถามพ่วง” เสนอไปยัง “สนช.” ซึ่งมิสิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
นำไปสู่ “มติ” สนช.เมื่อวันที่ 7 เมษายน
“เพื่อการปฏิรูปประเทศต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดบทเฉพาะกาลว่า ระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่มีรัฐสภาชุดแรกให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
ด้วยคะแนนเสียง 152 ต่อ 0
นี่คือจุดเปลี่ยน 1 อันต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 มกราคม อันต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 มีนาคม
เป็นจุดเปลี่ยนอันส่ง”ผลสะเทือน” อย่างลึกซึ้งต่อ “ประชามติ”
จุดเปลี่ยนจากเมื่อวันที่ 29 มีนาคม อาจนำมาซึ่ง “แถลงการณ์” ยาวเหยียดจากพรรคเพื่อ ไทยในวันที่ 30 มีนาคม
ไม่ยอมรับ “ร่าง” รัฐธรรมนูญ
จุดเปลี่ยนจากเมื่อวันที่ 7 เมษายน อาจนำมาซึ่ง “คำแถลง” ยาวเหยียดจากพรรคประชาธิปัตย์โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในวันที่ 10 เมษายน
ไม่ยอมรับ”ร่าง”รัฐธรรมนูญ ไม่ยอมรับ “คำถามพ่วง”
แม้จะมีคำชี้แจงภายหลังจากแกนนำสำคัญพรรคประชาธิปัตย์ว่า นี่มิได้หมายความว่า พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย
แต่ “บทบาท” และ “ความหมาย” ก็เป็นเช่นนั้น
เพราะแถลงจากพรรคเพื่อไทยเมื่อประสานเข้ากับแถลงจากพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ
“ไม่ยอมรับ”
คำว่าไม่ยอมรับในที่นี้มีเป้าหมายอยู่ที่ 1 “ร่าง”รัฐธรรมนูญ และ 1 อยู่ที่ “คำถามพ่วง”
ทั้งหมดล้วนอยู่ในกรอบแห่ง “ประชามติ”
รูปธรรมอันมาจากพรรคเพื่อไทย รูปธรรมอันมาจากพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนไม่เพียง “จุดตัด” หากแต่ยังเป็น “จุดหักเลี้ยว”
เท่ากับ “บอล” มาอยู่ในเท้าของ “พรรคการเมือง”
แม้บอลอันได้ชื่อว่า “ร่างรัฐธรรมนูญ” จะมาจากคำสั่งของคสช.ผ่านคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
แต่ก็มิได้เป็นของ “คสช.” อีกแล้ว
แม้บอลอันได้ชื่อว่า “คำถามถ่วง” จะมาจากมติของสปท.ประสานเข้ากับมติของสปช.ซึ่งเป็น 2 ในแม่น้ำ 5 สาย
แต่ก็มิได้เป็นของ”สปท.”และ”สนช.”อีกแล้ว
ตรงกันข้าม บอลว่าด้วย”ร่างรัฐธรรมนูญ” บอลว่าด้วย”คำถามพ่วง”ได้ลอยฟ่องมาอยู่ในสนาม “ประชามติ”
ประชามติอัน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ มีส่วนร่วมอย่างสำคัญ
ประชามติอัน ประชาชน ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจำนวนกว่า 50 ล้านคนได้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญ
“ประชาชน” จึงเป็น”ผู้ตัดสิน” ชี้ขาด ตัวจริง เสียงจริง

