หน้าแรก การเมือง รบ.บูรณาการงบ...

รบ.บูรณาการงบน้ำหลายหน่วย ดำเนินมาตรการแก้แล้ง รวมงบกว่า2แสนล้าน

12.04.16 | 15:26 น.

รบ.ทุ่มงบกว่า 2 แสนล้าน ดำเนิน 17 มาตรการแก้ปัญหาภัยแล้ง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายสงกรานต์ อักษร รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมแถลงถึงภาพรวมของสถานการณ์น้ำ โดยนายเลิศวิโรจน์ กล่าวว่า สำหรับโครงการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของภาครัฐและการบริหารจัดการน้ำ ตามที่ได้นำเสนอต่อที่ประชุมครม. ภาพรวมปี 2559 นั้น มีมาตรการด้วยกันทั้งหมด 4 ส่วน คือ เขตชลประทาน ซึ่งรับผิดชอบโดยกรมชลประทาน นอกเขตชลประทาน รับผิดชอบโดยกรมทรัพยากรน้ำ การประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ว ซึ่งรับผิดชอบโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการคาดการฝน โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งมีทั้งหมด 17 มาตรการ คิดเป็นเงินกว่า 2 แสนล้านบาท โดยผลการดำเนินการในภาพรวมคือ สามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับประโยชน์ ถึง 2 ล้านคน มีระบบการระบายน้ำที่เพียงพอทั้งระบบอุปโภค และบริโภคได้ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม คือก่อนที่ฝนจะมาในเดือนถัดไป นอกจากนี้ พื้นที่ที่ปลูกข้าวนาปรัง ลดลงจากปีที่แล้วเหลือเพียง 5 ล้านไร่ จาก 8 ล้านไร่ และพื้นที่ประกาศภัยแล้ง ลดลงจากปีที่แล้ว จาก 30 จังหวัด เหลือ 27 จังหวัด

ด้านนายทองเปลว กล่าวว่า สถานการณ์น้ำใช้การรายอำเภอ ไม่มีปัญหาในเรื่องของน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค การรักษาระบบนิเวศน์ และการเกษตรที่มีแผนชัดเจน ส่วนนอกเขตชลประทาน อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานมีระบบและขั้นตอนในการจัดสรรน้ำอย่างชัดเจน คือจัดอันดับเป็นน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภครักษาระบบนิเวศน์ รวมทั้งการผลักดันน้ำเค็มที่เชื่อมทะเล เช่น ท่าจีน บางปะกง ก่อน ต่อมาคือการสำรองน้ำสำหรับต้นฤดูฝน เพราะอย่างปีที่แล้วฝนมาช้าและทิ้งช่วง จากนั้นจึงเป็นน้ำเพื่อสนับสนุนการเกษตรและอุตสาหกรรมตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีมาตรการในการแก้ไขปัญหาโดยการสำรวจแหล่งน้ำ และหากไม่เพียงพอจะมีการเติมน้ำ ขุดบ่อน้ำบาดาล รถบรรทุกแจกจ่ายน้ำและมาตรการเสริมอื่นๆ เช่น ฝนหลวง ส่วนน้ำประปา มีการใช้น้ำในเขตชลประทานทั้งสิ้น 120 สาขา ยืนยันว่ามีการจัดการร่วมกับการประปาภูมิภาค พื้นที่มีการเติมน้ำคือบึงสีไฟ มีการเติมน้ำครั้งแรก เพื่อการอุปโภคและรักษาระบบนิเวศน์ เมื่อวันที่ 26 มีนา-1 เมษายน และจะเติมอีกครั้งในช่วงวันที่ 18-28 เมษายน ขณะที่กว๊านพะเยามีการเติมน้ำจากเขื่อนแม่ต๋ำ ซึ่งเติมกว่า 2 ล้าน ลูกบาศก์เมตร และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ เติมน้ำจากเขื่อนลำแชะ ซึ่งมีการเติมน้ำเข้าสระเรียบร้อยสิ้นสุดวันที่ 13 เมษายนนี้ ส่วนปริมาณน้ำใน 10 เขื่อนใหญ่ มีการจัดการแตกต่างกัน

ขณะที่นายสุพจน์ กล่าวว่า สำหรับการจัดการน้ำนอกเขตชลประทานนั้น ถ้าน้ำผิวดินไม่พอ จะใช้การเจาะน้ำบาดาล แต่ถ้าน้ำบาดาลไม่ดีจะนำรถขนน้ำเข้าไปช่วย ซึ่งผลการเจาะบ่อบาดาล เป้าหมายปีนี้วางไว้จำนวน 6,922 บ่อ โดยมีเป้าหมายเพื่ออุปโภคบริโภค 3,416 บ่อ ปัจจุบันดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 2,915 บ่อ คาดว่าสิ้นเดือนเมษายน จำนวน 3,365 บ่อ เหลือเพียง 51 บ่อจะครบตามเป้าหมาย เชื่อว่าภายในวันที่ 2 พฤษภาคม จะดำเนินการได้ครบและภายในเดือนกันยายน จะดำเนินการได้ครบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สามารถปรับตามสถานการณ์ได้หากเกิดวิกฤต ทั้งนี้บ่อบาดาล 1 บ่อ จะมีปริมาณน้ำ 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน สามารถช่วยได้ประชาชนได้ 1,500 คน

นายฉัตรชัย กล่าวว่า สำหรับการประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งว่า นายกฯ สั่งพื้นที่ซ้ำซากต้องลดลง ซึ่งเขตประสบภัยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 58 – วันนี้ (11 เมษายน) มีจำนวนทั้งสิ้น 30 จังหวัด แต่ยุติไปแล้ว 3 จังหวัด จึงเหลือ 27 จังหวัด 4,354 หมู่บ้าน โดยมี 10 จังหวัด ขาดแคลนน้ำจากอุปโภคบริโภค ส่วนพื้นที่น้ำแล้งที่กระทบต่อเกษตรกร จะมีการตั้งกรรมการตรวจสอบความเสียหาย ช่วยเหลือครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ไร่ละ 1,113 บาท ซึ่งมีการรายงานความเสียหายแล้วมูลค่า 1,200 กว่าล้านบาทที่เสียหาย ซึ่งจ่ายแล้ว 300 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปีนี้น้ำน้อย ขาดแคลนน้ำ แต่การแก้ไขปัญหาหรือการบริหารจัดการ ความสามารถในการจัดการ มีกรรมการนโยบายน้ำ นำข้อมูลผู้ว่าฯ ว่าพื้นที่แล้งซ้ำซากที่ใดบ้างและพยายามแก้ไขปัญหา เช่นการลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำ ฯลฯ

Advertisement

นายสงกรานต์ กล่าวว่า การคาดการณ์ฝนที่จะเกิดขึ้น ในช่วงฤดูฝนที่จะมาถึงคาดว่าปีนี้เป็นไปตามฤดูกาล เริ่มมีฝนสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ ต้นเดือนพฤษภาคมมีการจับตาดูอุณหภูมิในฝั่งอันดามันจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดฝนช่วงต้นเดือนพฤษภาคมน่าจะดีขึ้น และฤดูกาลปีนี้จะใกล้เคียงฤดูกาลปกติ อาจทิ้งช่วงปลายมืถุนายนจนถึง สัปดาห์ที่ 1-2 ของเดือนกรกฎาคมและในเดือนมิถุนายนอาจมีพายุจร ดีเปรสชั่นผ่านไทยตอนบน ทั้งฝนมรสุม พายุจร มากกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนจะสามารถทำเกษตรได้ในช่วงพฤษภาคมนี้หรือไม่นั้นจะต้องประเมินสถานการณ์เป็นรายสัปดาห์ต่อไป