2 ความเคลื่อนไหว ทางการเมือง ที่อยู่ในกระแสวิจารณ์ขณะนี้ ลองพิจารณาดูว่ากรณีไหนที่มี “ดีกรี” เสี่ยงกฎหมายมากกว่ากัน
ระหว่าง นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อประธาน กกต.
ขอให้ระงับและไม่อนุญาตให้จัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ
พร้อมทั้งให้ตรวจสอบกลุ่ม “สามมิตร” ที่นำโดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
เนื่องจากมีลักษณะการกระทำดูดอดีต ส.ส.เพื่อไปร่วมพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตีตั๋วนั่งนายกรัฐมนตรี ต่อ
พร้อมทั้งกล่าวหา เหล่าบรรดา “บิ๊กเนม” ทั้งหลาย ที่เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรี ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะข้าราชการการเมือง ไปเดินทางสายพูดคุยเพื่อดูดอดีต ส.ส.ให้เข้าพรรค
เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (4) ที่บัญญัติห้ามมิให้คณะรัฐมนตรี ใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง หรือไม่
อีกทั้ง การที่ นายสมศักดิ์ กับนายสุริยะ เดินสายไปพบอดีต ส.ส. ทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้น ถือเข้าข่ายผิด มาตรา 30, 31 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง หรือไม่
กับกรณีการปรากฏโฉมของ 2 พี่น้อง “ชินวัตร” ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์อย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่ร้านอีสานเขียว กลางกรุงลอนดอนเมื่อเดือนมิถุนายน
ถูกมองว่าเป็นการ “รีแบรนด์ดิ้ง” สินค้า ยี่ห้อ “ทักษิณ” เพื่อสร้างความมั่นใจ หลังพลพรรคระส่ำ “กระแสดูด”
โดน “สามมิตร” ตระเวนตีท้ายครัว ตกปลาในบ่อ
วันนั้นมีหลายคำพูดของอดีตนายกฯทักษิณสนทนากับสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนผ่านวิดีโอคอล มีถ่ายอัดคลิป แพร่ในสื่อต่างๆ
อย่างประโยคจากปาก “นายใหญ่” ที่ว่า “แม้จะถูกแทรกซึมด้วยสีเขียว แต่พี่น้องประชาชนจะยังคงเลือกพรรคเพื่อไทย มีการเลือกตั้งครั้งต่อไปชาวบ้านก็จะเลือกพรรคเพื่อไทยทั้งอีสานอยู่แล้ว”
หรือคำพูดถึงผู้จากไปร่วมกับพรรคของทหารว่า “ให้คิดให้ดีๆ นะว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพราะเชื่อว่าทุกวันนี้ชาวอีสานไม่เอาฝั่งทหารอยู่แล้ว”
และยิ่งชัดเจน “ขอบคุณคนที่ย้ายไป เพราะจะได้มีคนใหม่ๆ เข้ามาทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน เพราะวันนี้คนรอพรรคเพื่อไทยเข้ามาแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ถ้าเป็นนักการเมืองแล้วยังอ่านตรงนี้ไม่ออกก็ไปเถิด ให้คนใหม่ๆ หรือคนที่เข้าใจชาวบ้าน เข้าใจพี่น้องประชาชนเข้ามาทำงานแทนดีกว่า
ส่วนทุกคนที่ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย เพราะเขาใกล้ชิดกับชาวบ้าน และเขารู้ว่าชาวบ้านต้องการอะไร คือไม่ใช่มีแค่เงินแล้วจะชนะการเลือกตั้งได้”
ตามมาด้วยคำให้สัมภาษณ์ “เอ็กซ์คลูซีฟ” บีบีซีไทย ถึงการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562
“ทักษิณ” ประกาศความมั่นใจ ว่า หากมีการเลือกตั้งตามโรดแมป “เพื่อไทยชนะที่ 1 แน่นอน”
“ถ้าลูกผู้ชายก็อย่าไปโกง โดยเฉพาะเป็นลูกผู้ชายชาติทหารเนี่ย อย่าคิดโกงเลือกตั้งเด็ดขาด อายเค้า ไม่อายใครก็อายตัวเอง”
ว่ากันว่างานนี้ กกต.เก็บข้อมูลเข้าแฟ้มไว้แล้วว่า หมิ่น พ.ร.ป.พรรคการเมืองหรือไม่
เพราะพิจารณาได้ว่า เข้าข่ายมาตรา 28, 29 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่มิให้ผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคครอบงำชี้นำพรรคหรือไม่ โทษถึงขั้นยุบพรรค
มุมมองนักกฎหมายกรณีแรกเห็นว่า ที่อดีต ส.ส.ลพบุรีร้องนั้น ต้องดูว่าพรรคประชารัฐนั้นมีสถานะพรรคการเมืองแล้วหรือยัง
ถ้าความเป็นพรรคยังไม่เกิด น้ำหนักที่จะเอาผิดนั้นลดทอนลงไป
การกล่าวหาการเคลื่อนไหวทางการเมือง มีการซื้อตัวอดีต ส.ส.หรือไม่ ต้องชัดเจนมากกว่านี้ และไม่ชัดเจนว่ามีการโอนเงินให้กันจริงหรือไม่
ส่วนกรณีหลัง จะเข้าข่ายผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคครอบงำหรือไม่ ส่วนหนึ่งดูได้จากการเลือกตั้ง เมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 “เพื่อไทย” ชูสโลแกน “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”
นั่นแสดงว่า อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 เป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อพรรคหรือไม่ สามารถนำมาแบรนด์ “ทักษิณ” มาขาย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนเลือกเพื่อไทยหรือไม่
จากคำตอบ เสียงข้างมาก ส.ส. 265 จนเป็นที่มา น้องสาวคนเล็ก นั่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก
ทั้งหมดพิสูจน์การทำงานความเป็นกลาง ของ กกต. ว่าสมกับเป็นองค์กรอิสระ หรือไม่?

