มีความเชื่อมั่นค่อนข้างสูงว่าในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะภายในเดือนกุมภาพันธ์ ไม่ว่าจะภายในเดือนพฤษภาคม 2562
พรรคเพื่อไทยจะชนะเป็นอันดับ 1 แต่จะไม่ได้เป็นรัฐบาล
ความเชื่อมั่นนี้มีถึงขนาดแม้ว่าอันดับ 1 ที่ว่านั้น ได้ ส.ส.ทั้งระบบเขต ระบบบัญชีรายชื่อเกินกึ่งหนึ่ง คือกว่า 250 ก็ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล
สถานะที่เด่นชัด คือ เป็นฝ่ายค้าน
เว้นแต่ว่าพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์สามารถจับมือเป็นพันธมิตรและร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น
แต่ใครก็รู้ว่าหนทางนี้ไม่เพียงแต่จะ “ยาก” หากถึงขั้น “ยากส์”
สภาพการณ์ทางการเมืองเช่นนี้เองที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ค่อนข้าง “ลอยตัว” เพราะรู้อยู่ว่าพรรคของตนอยู่ในฐานะอันเป็น “ทางเลือก”
เลือกไปอยู่กับฝ่ายใด ฝ่ายนั้นก็ฉลุย
ความเอนเอียงของพรรคประชาธิปัตย์คล้ายกับว่า พรรคประชาธิปัตย์จะชูธง 2 ผืนใหญ่ นั่นก็คือ ผืน 1 ต่อต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก”
นั่นก็คือ ผืน 1 ต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”
แต่หากพิจารณาผ่านผืนธง ผ่านน้ำเสียงอันดังมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ผู้คนก็เริ่มประจักษ์ว่าธงที่ชูขึ้นนั้นใหญ่เล็กไม่เท่ากัน
น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็แตกต่างกัน
นั่นก็คือ ธงผืนที่ต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ใหญ่กว่าธงที่ต่อต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” เสียงที่ต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” กึกก้องกว่าเสียงที่ต่อต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก”
เอนไปทาง “คสช.” มากกว่า
พรรคประชาธิปัตย์อาจจะต่อต้านบางประเด็นเช่นเดียวกับที่พรรคเพื่อไทยต่อต้าน แต่มีอีกหลายประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ร่วมด้วย
นี่คือ “แนวโน้ม” อันปรากฏออกมาจาก “ประชาธิปัตย์”
ความต่างระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จะมองเห็นได้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น เมื่อโรดแมป “เลือกตั้ง” คืบคลานใกล้เข้ามา
เป็นความต่างอันจะบ่งชี้ “ระยะห่าง”
หากประเมินจากท่าทีที่พรรคประชาธิปัตย์และโดยเฉพาะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงออกในงานวันเกิดของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็พอจะอ่านความนัยได้หลายอย่าง
นั่นก็คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นี่แหละคือ “สะพานเชื่อม”
นั่นก็คือ ทิศทางของพรรครวมพลังประชาชาติไทย และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะเป็นตัวแปรอย่างสำคัญให้กับพรรคประชาธิปัตย์
แล้วธงผืนต่อต้าน “คสช.” ก็จะค่อยๆ ลดลง
หมายความว่าหากเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจไปแนวทางเดียวกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่นหมายถึงโอกาสของ คสช.
เท่ากับผลักดันพรรคเพื่อไทยให้เป็นฝ่ายค้านแน่นอนขึ้น
การเมืองจาก ณ วันนี้ไปยังการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะภายในเดือนกุมภาพันธ์ ไม่ว่าจะภายในเดือนพฤษภาคม 2562 จึงมิได้สลับซับซ้อนอย่างที่ประเมินกัน
ทางด้าน คสช.ก็ต้องเร่ง “พลังดูด”
ทางด้านพรรคเพื่อไทยก็ต้องขยายให้เห็นความล้มเหลวของ คสช.และความน่าสะพรึงพรั่น หากว่า คสช.สืบทอดอำนาจต่อไปอีกอย่างน้อย 4 ปี
เป็นการต่อสู้ระหว่าง “คสช.” กับ “เพื่อไทย”

