ประชารัฐกับกรณีสินค้าเกษตร: เศรษฐกิจฐานราก หรือการกินรวบตั้งแต่ชุมชน?

12.04.16 | 21:20 น.

“ประชารัฐ” เป็นแนวนโยบายหลักของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองและเศรษฐกิจ โดยเน้นในเรื่องของ “ความร่วมมือ” ระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เมื่อพิจารณาในด้านของสินค้าเกษตร ที่กำลังเกิดปัญหาด้านราคา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจเห็นว่าต้องใช้ประชารัฐในการร่วมแก้ไขปัญหาราคาเกษตรตกต่ำและภัยแล้ง (คลิ๊กที่นี่) รวมถึงคลิปเรื่อง “การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐจังหวัดภูเก็ต” ในฐานะต้นแบบของประชารัฐในด้านของเกษตรกรรม (คลิ๊กที่นี่) ทำให้เห็นว่ารัฐบาลนี้พยายามผลักดันเรื่องของประชารัฐอย่างจริงจัง

ประชารัฐ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ผนวกคำศัพท์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมการเกษตรไว้จำนวนมาก เช่น ความร่วมมือ (Cooperation) เศรษฐกิจฐานราก (Grassroots economy) ธรรมาภิบาล (Good Governance) และกิจการเพื่อสังคม (Social enterprise) เป็นต้น โดยคำศัพท์ทั้งหลายเท่านี้เกี่ยวข้องกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและกลุ่มทางสังคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในการดูแลชุมชนจากฐานรากโดยไม่หวังผลกำไร คำถามคือ ประชารัฐมีลักษณะดังกล่าวจริงหรือไม่ ?

ประชารัฐของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เน้นในเรื่องของ “สานพลังประชารัฐ ส่งเสริมวิสาหกิจ SMEs Start-up & Social Enterprises” และการสร้าง “บริษัทประชารัฐรักสามัคคี” โดยมีภาคเอกชนและบรรษัทยักษ์ใหญ่จำนวนมากเข้าร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการเข้าไปสร้างประชารัฐในระดับชุมชนเพื่อเปิดให้บรรษัทดังกล่าวสามารถเข้าไปร่วมทำกิจกรรมในด้านเกษตรระดับชุมชนได้

อาจดูเพิ่มเติมได้จาก “ยุทธศาสตร์สานพลังประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ในการประชุมเพื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558 เช่น การพัฒนาในเรื่องของการทำนาอย่างไร หนึ่งไร่ให้ได้เงินหนึ่งแสน การให้มี 1 บริษัท 1 ชุมชน เพื่อสร้างระบบการผลิตและการตลาดในชุมชนให้เข้มแข็ง การให้ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ร่วมในการเข้ามากระจายสินค้าทางการเกษตร กระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในชุมชน เป็นต้น (ดูได้ใน คลิ๊กที่นี่ )
ภายใต้ประชารัฐ ที่มีคณะกรรมการในการขับเคลื่อนประชารัฐ 12 ชุด จึงนำมาสู่คำถามที่น่าสนใจ 3 ข้อ ดังนี้

1)ทุนบรรษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ มีความมุ่งหวังเพื่อสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากหรือสร้างการทำธุรกิจเพื่อสังคมโดยไม่แสวงหาผลกำไรจริงหรือไม่? จะส่งเสริมเรื่องของกระจายรายได้และลดการเหลื่อมล้ำจริงหรือ?

Advertisement

2)หากทุนบรรษัทยักษ์ใหญ่ดังกล่าวเข้าไปถึงระดับชุมชนโดยการสนับสนุนจากภาครัฐ (ซึ่งในปัจจุบันก็มีการแทรกซึมเข้าไปจำนวนมากแล้ว) จะไม่เป็นการทำให้เศรษฐกิจและวิถีชีวิตในชุมชนต้องเข้ามาผูกกับบรรษัทดังกล่าวหรือ? และยิ่งในประชารัฐในส่วนภาคสินค้าเกษตรและเศรษฐกิจฐานรากเสนอว่าประชารัฐต้องเข้าไปอยู่ตั้งแต่ “ต้นทาง (ปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา สินเชื่อ) – กลางทาง (เช่น กระบวนการผลิต เครื่องมือ เทคโนโลยี ระบบพันธสัญญา) –ปลายทาง (เช่น ตลาดผู้บริโภค การแปรรูปเพิ่มมูลค่า เป็นต้น)” แบบนี้จะไม่เกิดการผูกขาดจากบรรษัทในทุกระดับหรือ?

3)ภายใต้บริบททางการเมืองปัจจุบัน ในฐานะประชาชนทั่วไปและเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่จะตรวจสอบ “ประชารัฐ” อย่างไร โดยไม่ให้ถูกคุกคามจากภาครัฐ? และจะร่วมกันตรวจสอบป้องกันไม่ให้เกิดการกินรวบตั้งแต่ชุมชนได้อย่างไร?

การสร้างความร่วมมือดังกล่าว หลายคนอาจสงสัยว่ามักจะเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ระบอบเผด็จการคงใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดจากรัฐ ไม่ได้สนใจเรื่องความร่วมมือไม่ใช่หรือ? การที่รัฐบาลสนใจเรื่องความร่วมมือน่าจะดีต่อประชาธิปไตยในอนาคตไม่ใช่หรือ?

ตรงนี้ต้องมาทำความเข้าใจผ่านประวัติศาสตร์ของรัฐบาลทหารหลายยุคที่ส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะของภาคี (Corporatism) เช่น สมัยเผด็จการ Benito Mussolini แห่งระบบฟาสซิสต์ (Fascism) ได้กล่าวถึง “ระบบภาคีรัฐเอกชนว่าด้วยเรื่องทางเศรษฐกิจแห่งชาติ” (National and Economic Corporatism) หรือสมัยเผด็จการ Francisco Franco แห่งสเปน ก็ได้มีระบบความร่วมมือที่เรียกว่า “สหการนิยมแห่งชาติ” (National Syndicalism) ที่เรียกร้องให้พลังทางสังคมร่วมมือกับพลังชาตินิยมของรัฐ เป็นต้น ดังนั้น ในประวัติศาสตร์จึงแสดงให้เห็นแล้วว่า “การสร้างความร่วมมือ” ถือว่ามาเป็นส่วนหนึ่งรัฐบาลเผด็จการทหารเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ การนำประชารัฐเข้ามาดูแลในเรื่องของสินค้าเกษตร ทั้งโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างตลาด ตั้งแต่ระดับชุมชนจนไปถึงระดับประเทศ ที่มีความร่วมมือจากรัฐและบรรษัทเอกชนขนาดใหญ่ ย่อมต้องอาศัยหลักเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการดำเนินการอย่างยิ่ง เพื่อลดคำถามจากสังคมในสามข้อที่กล่าวไปข้างต้น จึงนำมาสู่ข้อท้าทายที่ว่ารัฐบาลปัจจุบันพร้อมที่จะเปิดให้มีการตรวจสอบอย่างเสรีหรือไม่ โดยเฉพาะสำหรับบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมในเรื่องของการผูกขาดระบบเกษตรกรรมจากต้นทางไปจนถึงปลายทาง

ดังนั้น ในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559 หลังสงกรานต์นี้ คณะกรรมการสานพลังประชารัฐทั้ง 12 ชุด จะเสนอความคืบหน้ามาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อนายกรัฐมนตรี และจะเริ่มดำเนินการอีก 6 เดือน (ด้านเกษตรฯ จะมีประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะทำงานการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ร่วมประชุม) เราในฐานะประชาชนทั่วไปจึงต้องร่วมกันติดตามตรวจสอบเรื่องของประชารัฐดังกล่าว เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริงตามเป้าหมายของโครงการ ไม่ใช่เพียงการเปิดจังหวัดและชุมชนให้เอกชนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ผ่านการสนับสนุนของภาครัฐ