เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 กรกฎาคม ห้องประชุม 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ มูลนิธิ 14 ตุลาได้จัดงานปาฐกถาเนื่องในวาระครบรอบ “45 ปี 14 ตุลา” ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “ประชาธิปไตยกับความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศไทย” โดย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ
นายประสารกล่าวว่า หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา แทบไม่น่าเชื่อว่าผ่านมาแล้วถึง 45 ปี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มนักศึกษาออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และสร้างต้นกล้า ขยายหน่ออ่อนของมวลชนผู้รักเสรีภาพและประชาธิปไตยจำนวนมาก
นายประสารกล่าวว่า ความเชื่อมโยงระหว่างการเมืองและเศรษฐกิจ จากเหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นตัวอย่างที่ส่งผลให้มีการพัฒนาของ “ชนชั้นกลาง” ให้สนใจปัญหาสังคมและการเมืองมากขึ้น กล่าวคือช่วง 14 ตุลา เป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจน จนนำไปสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยให้มีความเปิดกว้างทางการเมือง
นายประสารกล่าวต่อว่า ปัจจัย 2 อย่างที่จะทำให้ประเทศประสบความสำเร็จในการพัฒนาไปได้ถึงแค่ไหนคือ ปัจจัยจากสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจ หรือกลไกภาครัฐและกลไกตลาด ว่าได้รับใช้หรือดูแลประชาชนส่วนใหญ่เพียงใด แล้วระบบสถาบันทั้งสองฝั่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้แค่ไหน ทั้งการตัดสินใจ การสร้างแรงจูงใจในการลงทุนและคิดค้นนวัตกรรม และสร้างความมั่นใจว่าสิ่งที่ทำจะได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม รวมถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน
นายประสารยังให้ความเห็นถึงการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาและความท้าทายเศรษฐกิจไทยว่า ในระยะต่อไปมีความเกี่ยวเนื่องจากวิกฤตต้มยำกุ้งส่งผลให้ประเทศไทยมีการปรับตัวทางเศรษฐกิจอย่างระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวเราทำให้รู้สึกว่าโลกที่เราอยู่ไม่เหมือนเดิม ปัจจัยเกิดจากหลายสิ่ง ทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด การเปลี่ยนแปลงศูนย์อำนาจเศรษฐกิจและการเมืองโลก ซึ่งกำลังทยอยย้ายมาในเอเชียโดยมีจีนเป็นยักษ์ใหญ่ และไทยจะต้องเผชิญกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเดิม เป็นโลกที่ซับซ้อน ผันผวน และยากที่จะคาดเดาอนาคตได้ชัดเจน ซ้ำยังต้องเจอกับความท้าทายของปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ที่กลายเป็นความเหลื่อมล้ำ
“ประเทศไทยติดอยู่ในปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่เป็นต้นตอของความขัดแย้งทั้งในโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งทำให้ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง อีกทั้งไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่ประเทศภูมิภาคประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจจึงเปรียบเหมือนเอาคนแก่ไปสู้กับคนหนุ่มสาว และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือโอกาสที่คนไทยจะแก่ก่อนรวย หรือจนตอนแก่ มีมากขึ้น และในอนาคตนโยบายแรงงานจะสำคัญมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่นโยบายสังคม แต่เป็นนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ การปรับกลไกและบทบาทของภาครัฐจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างแรงจูงใจและระบบนิเวศ ที่เอื้อให้ระบบเศรษฐกิจพัฒนาได้เต็มศักยภาพ โดยต้องมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นตัดสินใจมากขึ้น รวมถึงภาครัฐจำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ความยั่งยืน ความโปร่งใส และสร้างความร่วมมือในโลกที่ซับซ้อนได้มากขึ้น”
นายประสารกล่าวอีกว่า ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาความคิดของคนไทยเริ่มไม่ชัดเจนท่ามกลางปัญหาการเมือง คนไทยอาจรู้สึกหดหู่กับสภาวะบ้านเมืองที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายและอึดอัดเพราะถูกบังคับให้เลือกข้าง และเริ่มขาดความเชื่อมั่นในประชาธิปไตย ซึ่งเกิดจากคนเริ่มคิดว่าตัวเองไม่ได้รับผลประโยชน์ และรายได้ไปกระจุกอยู่ในคนที่กลุ่มเดียว รวมถึงการแบ่งขั้วทางความคิดในสังคมที่ชัดเจนขึ้น
“ประชาธิปไตยอาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพและกลายเป็นกฎของคนหมู่มาก แต่ประชาธิปไตยก็เป็นรูปแบบการปกครองที่แย่น้อยที่สุดในบรรดารูปแบบการปกครองที่เคยลองใช้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน การที่ศรัทธาในประชาธิปไตยสั่นคลอนอาจไม่ใช่เนื้อแท้ของประชาธิปไตย แต่เป็นเพราะเราไม่เข้าใจมันอย่างสมบูรณ์และอาจนำมาใช้แบบขาดๆ วิ่นๆ แม้รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งจะสำคัญ แต่ก็เป็นแค่วิธีการ แต่ไม่ใช่เป้าหมายของประชาธิปไตย ซึ่งตอน 14 ตุลา เราอาจมองว่าหากมีรัฐธรรมนูญแล้วประเทศไทยจะกลายเป็นประชาธิปไตย แต่เราคิดน้อยไปเพราะความจริงไม่ใช่อย่างที่เราคิด เพราะหลังผ่านมา 45 ปีแล้ว ปัญหาของบ้านเมืองไม่ได้น้อยลง แต่กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป”
นายประสารยังได้กล่าวถึงการขับเคลื่อนประชาธิปไตยทางการเมืองพร้อมเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและเป็นธรรม ว่า ทั้งสองอย่างต้องทำควบคู่กันไป สรรพสิ่งในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง กล่าวคือควรมองประชาธิปไตยในลักษณะกระบวนการพัฒนาที่มีความต่อเนื่อง ไม่ใช่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งหรือการเปลี่ยนรัฐบาล แต่ต้องสร้างความเป็นธรรม ความรับผิดชอบ และถ่วงดุลการตรวจสอบ และความเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องไม่มุ่งเพียงจะหาจุดด้อยของอีกฝ่าย ซึ่งอุปสรรคของความแตกต่างที่สำคัญคือ อคติ
“ความขัดแย้งทางการเมืองของเราที่ดูซับซ้อน และยากจะแก้ไข แต่ถ้ามีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น ก็จะเอื้อให้การปกครองมีความเป็นประชาธิปไตยและเศรษฐกิจจะเปิดกว้างและเป็นธรรมขึ้น ในโลกที่ซับซ้อนเช่นนี้แทบเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลส่วนกลางจะสามารถตอบโจทย์ท้องถิ่นที่แตกต่างหลากหลายได้ตรงจุด ท่ามกลางความซับซ้อนของโลกในปัจจุบัน ‘การกลับไปหาความเรียบง่ายอาจเป็นคำตอบ’ โดยผมเชื่อมั่นอย่างเต็มหัวใจว่า ประชาธิปไตยบนเป้าหมายที่ถูกต้องจะเป็นเส้นทางที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมสู่ความยั่งยืนได้” นายประสารกล่าว

