ท่าทีของ “พรรคประชาธิปัตย์” ต่อร่างรัฐธรรมนูญและ “คำถามพ่วง”จะสามารถพลิกผัน แปรเปลี่ยนได้หรือไม่
จากเดือนเมษายน กระทั่งวันที่ 7 สิงหาคม
ตอบได้เลยว่า “ยาก” ทั้งมิใช่ยากอย่างธรรมดา ปรกติ ตรงกันข้าม ทำท่าว่าจะยากอย่างชนิดที่ต้องเติม “ส”เข้าไป
นั่นก็คือ ยากส์ และ ยากส์
แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะระบุตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน มาแล้วว่า ที่แถลงออกมา 3 ข้อนั้นมิได้เป็น
1 แถลงการณ์ และ 1 มิได้เป็นทางการ
นั่นก็ด้วยข้อจำกัดที่ว่า คำสั่งหัวหน้าคสช.ตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่เปิดทางให้พรรคการเมืองประชุมได้
และทุกวันนี้ “คำสั่ง” นี้ก็ยังไม่ได้ยกเลิก
ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ระบุด้วยว่า ก่อนวันที่ 7 สิงหาคม พรรคจะแสดงท่าทีอย่างเด่นชัดอีกครั้ง
นั่นก็ด้วยความรอบคอบ เกรงจะผิดพรบ.ออกเสียงประชามติฯ
ท่าที “หลัง” นั้นเองที่ทำให้หลายคนสรุปว่า สะท้อนลักษณะ “กั๊ก” ของพรรคประชาธิปัตย์ และโดยเฉพาะของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเกิดความหวาดระแวงเกรงว่าอาจมีการกลับหลัง
กระนั้น ก็สรุปได้เลยว่า “ยาก” และ “ยากส์”
ที่ว่ายากและยากส์ 1 มาจากท่าทีของหลายคนในพรรคประชาธิปัตย์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอง
เป็นท่าทีที่ “เดินหน้า”
ไม่ว่าจะสัมผัสผ่าน นายวัชระ เพชรทอง ไม่ว่าจะสัมผัสผ่าน นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
ยิ่ง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ยิ่งร้อนแรง
ยิ่ง นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ยิ่งไม่ลดราวาศอก ยิ่ง นายวิรัช ร่มเย็น ยังทะลวงเข้าไปในจุดอันเปราะบาง
ขอให้ศึกษา “ถ้อยคำ” อันมาจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
”ถามว่ากลัวอะไร ผมบอกว่ากลัวบ้านเมืองวุ่นวาย ถ้าวุ่นวายแล้วการเมืองไทย ประเทศไทยก็เดินหน้าไม่ได้ และประชาชนจะเดือดร้อน”
1 เดือดร้อนจากร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
1 เดือดร้อนจาก”คำถามพ่วง”
”หาก 250 คนไปช่วยเสียงข้างมากก็ไม่มีปัญหา แต่หาก 250 คนไปช่วยเสียงข้างน้อยจะทำให้เกิดความวุ่นวาย และนำประเทศไปสู่ความขัดแย้ง”
สายตาที่มองมิได้มองแต่เพียง “วันที่ 7 สิงหาคม”
ตรงกันข้าม เป็นการมองข้าม “วันที่ 7 สิงหาคม” เลยไปถึงการเลือกตั้งที่จะตามมาในปี 2560
หาก”ประชามติ” ผ่าน
พลันที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาแสดง”ท่าที” อันเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงเมื่อวันที่ 7 เมษายน พรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีท่าทีอย่างไรอย่างเป็นทางการ
อาจเพราะประเมินว่า “ท่าที”ของพรรคประชาธิปัตย์อันมาจาก นายอภิสิทธิ์ เวช ชาชีวะ เป็นประโยชน์ในทางการเมือง
นั่นก็คือ ทำให้ทิศทาง”ประชามติ”มีความแจ่มชัด
ความหงุดหงิดและความไม่พอใจอันเนื่องแต่ “ท่าที” ที่มีความเด่นชัดจึงปรากฏขึ้นจากด้านอื่นนอกเหนือจาก “พรรคการเมือง”และจาก “นักการเมือง”
เห็นได้จาก “โฆษก” ระดับพล.ต.จาก”ทำเนียบรัฐบาล”
การปะทะในทางความคิด การปะทะในทางการเมือง จึงเกิดการแปรเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
มิใช่เป็นระหว่าง “ทำเนียบรัฐบาล” กับ “พรรคเพื่อไทย”
หากแต่เริ่มดุเดือดและเข้มข้น ระหว่าง “ทำเนียบรัฐบาล” กับ “พรรคประชาธิปัตย์”

