09:00 INDEX ​​​​แนวรบ ปะทะ ทางการเมือง ​​​​ทำเนียบรัฐบาล ประชาธิปัตย์

13.04.16 | 08:24 น.

ท่าทีของ “พรรคประชาธิปัตย์” ต่อร่างรัฐธรรมนูญและ “คำถามพ่วง”จะสามารถพลิกผัน แปรเปลี่ยนได้หรือไม่

​จากเดือนเมษายน กระทั่งวันที่ 7 สิงหาคม
​ตอบได้เลยว่า “ยาก” ทั้งมิใช่ยากอย่างธรรมดา ปรกติ ตรงกันข้าม ทำท่าว่าจะยากอย่างชนิดที่ต้องเติม “ส”เข้าไป

นั่นก็คือ ยากส์ และ ยากส์

​แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะระบุตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน มาแล้วว่า ที่แถลงออกมา 3 ข้อนั้นมิได้เป็น

​1 แถลงการณ์ และ 1 มิได้เป็นทางการ

Advertisement

​นั่นก็ด้วยข้อจำกัดที่ว่า คำสั่งหัวหน้าคสช.ตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่เปิดทางให้พรรคการเมืองประชุมได้

​และทุกวันนี้ “คำสั่ง” นี้ก็ยังไม่ได้ยกเลิก

​ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ระบุด้วยว่า ก่อนวันที่ 7 สิงหาคม พรรคจะแสดงท่าทีอย่างเด่นชัดอีกครั้ง

​นั่นก็ด้วยความรอบคอบ เกรงจะผิดพรบ.ออกเสียงประชามติฯ

​ท่าที “หลัง” นั้นเองที่ทำให้หลายคนสรุปว่า สะท้อนลักษณะ “กั๊ก” ของพรรคประชาธิปัตย์ และโดยเฉพาะของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเกิดความหวาดระแวงเกรงว่าอาจมีการกลับหลัง

​กระนั้น ก็สรุปได้เลยว่า “ยาก” และ “ยากส์”

ที่ว่ายากและยากส์ 1 มาจากท่าทีของหลายคนในพรรคประชาธิปัตย์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอง

​เป็นท่าทีที่ “เดินหน้า”

​ไม่ว่าจะสัมผัสผ่าน นายวัชระ เพชรทอง ไม่ว่าจะสัมผัสผ่าน นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
​ยิ่ง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ยิ่งร้อนแรง
​ยิ่ง นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ยิ่งไม่ลดราวาศอก ยิ่ง นายวิรัช ร่มเย็น ยังทะลวงเข้าไปในจุดอันเปราะบาง

​ขอให้ศึกษา “ถ้อยคำ” อันมาจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

​”ถามว่ากลัวอะไร ผมบอกว่ากลัวบ้านเมืองวุ่นวาย ถ้าวุ่นวายแล้วการเมืองไทย ประเทศไทยก็เดินหน้าไม่ได้ และประชาชนจะเดือดร้อน”

​1 เดือดร้อนจากร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

​1 เดือดร้อนจาก”คำถามพ่วง”

​”หาก 250 คนไปช่วยเสียงข้างมากก็ไม่มีปัญหา แต่หาก 250 คนไปช่วยเสียงข้างน้อยจะทำให้เกิดความวุ่นวาย และนำประเทศไปสู่ความขัดแย้ง”
​สายตาที่มองมิได้มองแต่เพียง “วันที่ 7 สิงหาคม”
​ตรงกันข้าม เป็นการมองข้าม “วันที่ 7 สิงหาคม” เลยไปถึงการเลือกตั้งที่จะตามมาในปี 2560
​หาก”ประชามติ” ผ่าน

พลันที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาแสดง”ท่าที” อันเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงเมื่อวันที่ 7 เมษายน พรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีท่าทีอย่างไรอย่างเป็นทางการ

​อาจเพราะประเมินว่า “ท่าที”ของพรรคประชาธิปัตย์อันมาจาก นายอภิสิทธิ์ เวช ชาชีวะ เป็นประโยชน์ในทางการเมือง

​นั่นก็คือ ทำให้ทิศทาง”ประชามติ”มีความแจ่มชัด
​ความหงุดหงิดและความไม่พอใจอันเนื่องแต่ “ท่าที” ที่มีความเด่นชัดจึงปรากฏขึ้นจากด้านอื่นนอกเหนือจาก “พรรคการเมือง”และจาก “นักการเมือง”

​เห็นได้จาก “โฆษก” ระดับพล.ต.จาก”ทำเนียบรัฐบาล”

​การปะทะในทางความคิด การปะทะในทางการเมือง จึงเกิดการแปรเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
​มิใช่เป็นระหว่าง “ทำเนียบรัฐบาล” กับ “พรรคเพื่อไทย”

หากแต่เริ่มดุเดือดและเข้มข้น ระหว่าง “ทำเนียบรัฐบาล” กับ “พรรคประชาธิปัตย์”