หลังจากปิดฉากฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย และข่าวช่วย 13 หมูป่าออกมาจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนได้สำเร็จ
กระแสความสนใจกลับมา”โฟกัส”ข่าวการเมืองอีกครั้ง
ยิ่งมีความเคลื่อนไหวครม.สัญจร ที่อุบลราชธานี อำนาจเจริญ 23-24 กรกฎาคม หนสอง
ยิ่งน่าสนใจ ว่า ทำไมเลือก”เมืองดอกบัวงาม”แห่งนี้อีก
ทั้งๆที่เมื่อปี 2557 ครม.”บิ๊กตู่”เคยมาประชุมกันครั้งหนึ่งแล้ว
สำหรับพื้นที่เลือกตั้งที่นี่ มี 11 เขต แบ่งเป็นส.ส.เพื่อไทย 7 ที่นั่ง, ประชาธิปัตย์ 3 ที่นั่ง, ชาติไทยพัฒนา 1 ที่นั่ง
แต่การเลือกตั้งครั้งถัดไป เขตเลือกตั้งลดลงเหลือ 10 เขต
มีการยืนยันแล้วแน่นอนว่า “สุพล ฟองงาม” อดีตผู้แทนฯจะไหลมาร่วมกับพรรคประชารัฐ
ชู”บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งนายกรัฐมนตรี อีกสมัย
ครม.สัญจร เมืองดอกบัว จึงถูกจับตาว่าเป็นการทอดไมตรีแห่ง”การดูด”ครั้งนี้หรือไม่
ดีกรี”สุพล”เคยผ่านอดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรมช.มหาดไทย และรมต.ประจำสำนักนายกฯ
บุคลิกทั่วไปที่คนสัมผัสได้ ตรงไปตรงมา สุขุม พูดน้อย ท่าทีคิดมาก ใคร่ครวญ จัดเป็นคนมีเหตุมีผล
วีรกรรมครั้งหนึ่งที่ภายใต้สังกัดพรรค”นายใหญ่”คือ ตะโกนดังๆว่า “ไม่ใช่ลูกจ้างชินคอร์ป ไม่ใช่ลูกจ้างทักษิณ”
คนอุบลฯยกให้”นายสุพล”เป็น”นักการเมืองน้ำดี” เพราะไร้ภาพลักษณ์ผู้รับเหมา เรียกรับผลประโยชน์ ไม่มีคดีติดตัว
ที่ผ่านมาถูกยกให้เป็นขุนพลนปช. คู่กับ “เสี่ยกุ่ย” นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หนึ่งในผู้ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินออกหมายเรียก
เนื่องจากอาจมีส่วนรู้เห็นกับการเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีในขณะนั้น
นายสุพล ตกลงปลงใจกับพรรคสีเขียวได้ เพราะการทาบทามของนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และนายสิทธิชัย โควสุรัตน์
ที่ผ่านแม้นจังหวัดนี้จัดว่าเป็นเมืองหลวงของเสื้อแดง แต่หลัง”ปฏิบัติการท็อปบูท”
มีจับกุมแกนนำ”ฮาร์ดคอร์”เอี่ยวเหตุการณ์เผาศาลากลางจนเกลี้ยง
มีการเจ้าหน้าที่แทรกซึมทำกิจกรรม ค่อยๆ ทำความเข้าใจ เข้าถึงชาวบ้านมากขึ้น
ดีกรีความเข้มของพื้นที่เริ่มอ่อนลง
แต่อีกฟากหนึ่ง “นายใหญ่”แห่งเพื่อไทย ยังมั่นใจว่า ชาวบ้านเกลียดทหาร
บรรดาผู้แทนฯแปรพักตร์ทั้งหลาย จะได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดจากประชาชนรอมอบให้
ดังนั้นผลการเลือกตั้งจะ”วัดพลัง” ว่าน้ำคำใครของจริง???

