การเมืองเดินวนกลับมาถึงจุดที่ต้องตั้งพรรคกันแบบด่วนๆ แล้วดึงนักการเมืองชื่อดังๆ มารวมกันอีกครั้ง
เป็นวิธีการคุ้นๆ ที่เกิดขึ้นมาตลอด และค่อนข้างต่อเนื่องในการเมืองของประเทศไทย
ถามว่าดีหรือไม่ดี แผนกสนับสนุนก็จะบอกว่า ไม่ได้ดูด เขามากันเอง
ถ้าถามนักวิชาการ จะบอกว่า พรรคการเมืองควรเป็นการรวมตัวของคนที่มีความคิดทางการเมืองตรงกัน ไม่ใช่รวมเอานักการเมืองเข้ามามากๆ มุ่งปริมาณอย่างเดียว
แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร กฎหมายไม่ห้าม สังคมก็เห็นจนชินว่า เลือกตั้งแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งหลังรัฐประหารจะมีพรรคแบบนี้เกิดขึ้น
บางคนเรียกว่าพรรคเฉพาะกิจ ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อันจำเพาะเจาะจง มีพลังพิเศษที่ทำหน้าที่เรียกคนเข้าพรรค และมักจะมาเร็วเคลมเร็ว
ถ้าอ่านรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะตอนท้ายๆ ในบทเฉพาะกาล ที่กล่าวถึงการกำหนดจำนวน ส.ว. การสรรหา ส.ว., การคัดเลือกนายกฯ ก็จะรู้สึกว่า พรรคการเมืองนี้ได้เข้ามาเติมจิ๊กซอว์ที่ยังขาดไป
วงจรนี้จะทำหน้าที่ได้ครบสมบูรณ์ ต้องรอให้ประชาชนเจ้าของสิทธิเลือกตั้ง เลือก ส.ส.ของพรรคนี้เข้ามาให้มากๆ
พรรคนี้เกิดขึ้นด้วยปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ความเชื่อว่า ผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาลนี้ และสภาพการเมือง 4 ปีที่ผ่านมา จะทำให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
แต่ถ้าแรงสนับสนุนไม่มากพอ ก็เตรียมที่จะนำเอาพรรคอื่นเข้ามาเติมจนครบสมบูรณ์
ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่การเมืองวนกลับมาเกิดพรรคแบบนี้ ก็มักจะมีคนพูดว่า ขอให้เป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับตั้งความหวังว่า ควรจะต้องทำอะไรกันสักอย่าง เพื่อให้การเมืองพ้นไปจากตรงนี้ให้ได้
ให้มีพรรคที่เป็นสถาบัน เป็นแหล่งคิดค้นนโยบาย รวมเอาคนเก่ง คนมีฝีมือ มีวิชาความรู้ เพื่อทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ คือเป็นผู้เแทนฯ และเป็นฝ่ายบริหาร คือ เป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรี ฯลฯ
เตรียมตัวพร้อมตลอดเวลาที่จะเข้ามารับผิดชอบ แก้ไขปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่ว่าเลือกตั้งทีค่อยไปตามๆ กันมา
ความคิดความหวังที่ว่านี้มีมานานแล้ว และไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะมีตัวอย่างในหลายประเทศ แต่ทำไม่ได้ เพราะปฏิวัติรัฐประหารทีก็ยุบพรรคกันไปที รอบนี้ไม่ยุบ แต่ห้ามทำกิจกรรม
แม้ลุ่มๆ ดอนๆ แต่ยังมีพรรคหลักๆ 3-4 พรรค ที่ยืนความเป็นพรรคไว้ได้
แต่ด้วยสภาพสะบักสะบอม ต้องจดทะเบียนใหม่บ้าง บางพรรคโดนยุบ เปลี่ยนชื่อมารอบที่สอง รอบสามกันแล้ว จะมีรอบสี่หรือไม่ก็ยังไม่แน่
มาถึงตอนนี้ บางพรรคในกลุ่มนี้โดนดูดไปหลายคน ถือเป็นโอกาสถ่ายเลือดไปในตัว
อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หลังจาก 4 ปีที่ผ่านไป ภายใต้กฎกติกาอย่างที่เห็น
ชาวบ้านจะลงคะแนนเลือกตั้งตามแนวคิดและการออกแบบของเหล่าบรรดาคนฉลาดๆ หรือไม่

