สถานีคิดเลขที่12 : แข่งดูด-แข่งนโยบาย! : โดย จำลอง ดอกปิก

เรื่องดูด ส.ส.ยังเป็นหัวข้อติดชาร์ตวิพากษ์วิจารณ์ ในหมวดสถานการณ์การเมือง

ปมหลัก วนเวียนอยู่ที่สูตรพิสดาร งัดสารพัดวิธีตีจุดอ่อน

ใช้เป็นเครื่องมือกดดัน ย้ายร่วมงานการเมือง

ไม่ใช่การเปลี่ยนพรรค ย้ายพรรค ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นการทั่วไปเหมือนกับทุกครั้งเมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้ง

แต่เป็นภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างมาก

เป็นความก้าวหน้าอย่างล้าหลัง

พัฒนาการย้อนยุค

แต่เดิมอย่างมากก็ แค่เสนอผลประโยชน์ตอบแทนวงเงินสูงๆ ตามการแบ่งเกรดอดีตผู้แทนเท่านั้น

ปัจจุบันการออฟเฟอร์ ปัจจัยตอบแทนอย่างนั้นก็ยังยืนพื้นมีอยู่

แต่มีการใช้ นวัตกรรมใหม่ของการบีบ เพื่อผลสัมฤทธิ์ในการย่อยสลายพรรคเพื่อไทย ปั้นพรรคพลังประชารัฐเติบใหญ่ โตทางลัดขึ้นชั้นชิงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในทันที

อย่างไรก็ตาม ในห้วงกระแสดูดรุนแรง ก็เห็นสัญญาณบวกอยู่ในบางประการ

นอกเหนือเป้าหมายชนะในการเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงถึงวิธีการได้มาซึ่งผู้สมัคร ชอบธรรมหรือไม่

พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองต่างๆ เริ่มขยับ คิดนโยบายที่จะนำมาใช้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

อย่าง กลุ่มสามมิตร สมศักดิ์ เทพสุทิน ตั้งวงถกเครือข่ายชาวนา

คิดหาหลักประกันราย ให้เกษตรกรอยู่ได้ มีการเสนอตัวเลขข้าวเบื้องต้น ตันละ 8 พันบาท อย่างนี้เป็นต้น

พรรคเพื่อไทยประสบความสำเร็จ แจ้งเกิดจากการขายนโยบาย แม้ถูกโจมตีอย่างหนักว่า ประชานิยม เป็นภาระต่องบประมาณก็ตาม แต่ต่อมาพรรคการเมืองต่างๆ ก็ลอกเลียนแบบ นำเสนอนโยบายอย่างที่เรียกกันว่าประชานิยม มาแข่งขันในสนามเลือกตั้ง

นอกเหนือนโยบาย มีการเน้นขายตัวบุคคลโดยเฉพาะในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่จะมาเป็นผู้นำขับเคลื่อนนโยบาย แปรรูปธรรมในแผ่นกระดาษเป็นภาคปฏิบัติ

เพื่อไทยชนะเลือกตั้งครั้งแรก ในนามไทยรักไทย

ทำให้การทำงานการเมืองง่ายขึ้น จากผลสำเร็จในนโยบายที่นำเสนอและปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค โอท็อป กองทุนหมู่บ้าน

นับจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นในชื่อพลังประชาชน และเพื่อไทยในท้ายที่สุด

ดูเหมือนว่า เรื่องตัวบุคคลจะสำคัญน้อยกว่านโยบาย เพราะเมื่อยี่ห้อติดตลาดแล้ว ใครมานำ ประชาชนที่เลือกพรรคนี้เชื่อว่า ทำได้จริง จนมองข้ามตัวบุคคล มามุ่งเน้นให้ความสำคัญกับนโยบายอย่างเป็นด้านหลัก

แต่แม้มีจุดแข็งที่นโยบาย เพื่อไทยก็ไม่มองข้ามหัวหน้าพรรค หรือเบอร์รอง ผู้ที่พรรคชูเป็นนายกรัฐมนตรี

การเมือง-การเลือกตั้งนับแต่ยุคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย ผูกขาดชัยชนะ

ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปจากเดิม

แค่ดูด แค่ดึงอดีต ส.ส.มาร่วมอย่างเดียวไม่พอเสียแล้ว

ผู้แทนเก่า ผู้แทนใหม่ ที่นั่ง ส.ส.ของพรรคการเมืองที่จะได้มา จะมาเป็นฐานรอง เพื่อทำอะไรต่อไป

หากไม่มีคำตอบให้ ไม่มีนโยบายให้ ก็ยากที่พรรคต่างๆ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐจะประสบความสำเร็จ

ดังนั้น แทนที่จะมุ่งดูด กวาดต้อน ส.ส.

พรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งก็คงกำลังคิด วางแผนไว้เบื้องต้นอยู่แล้วว่า จะชูจะนำเสนออะไรเป็นจุดขาย

ควรให้ความสำคัญและจริงจัง กับนโยบายแก้ปัญหาประเทศชาติ ประชาชน

แข่งขันในเชิงสร้างสรรค์ ให้สมกับที่อวดอ้างเป็นยุคปฏิรูปการเมือง

อย่างที่กลุ่มสามมิตร-พรรคพลังประชารัฐ เริ่มต้น โยนหินนำเสนอเรื่องราคาข้าวนั้น ถือว่ามาถูกทาง

แต่ก็ต้องทำให้ครบถ้วน สร้างสรรค์ทุกอย่าง

พรรคกระดำกระด่าง มันไม่ยั่งยืน พ้นเวลาเฉพาะกิจ เฉพาะกาล หมดตัวช่วย เครื่องทุนแรง ก็พังทลาย

ต้องมีจุดขายจุดแข็ง ไม่อับจนปัญญา

จำลอง ดอกปิก

บทความก่อนหน้านี้คุณภาพคือความอยู่รอด : ทำงานอย่างมีคุณภาพ : โดย วิฑูรย์ สิมะโชคดี
บทความถัดไปบทเรียน การเมือง บทเรียน นักรัฐประหาร ใน ‘วงจรอุบาทว์’