เดินหน้าตีกิน ทำแต้มอยู่ฝ่ายเดียว สำหรับ “กลุ่มสามมิตร” หัวหอกหลักของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับสารพัดกลยุทธ์ทั้ง “ดึง-ดูด-บีบ” กับเป้าหมายสูงสุด รวบรวมเสียง ส.ส.ให้เพียงพอหนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คัมแบ๊กมานั่งเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” อีกสมัย
ล่าสุดกลุ่มสามมิตรยังเดินเกม “แยกกันเดินแต่รวมกันตี” เหมือนเช่นเคย
จากที่ก่อนหน้านั้นกลุ่มสามมิตรเดินสายทาบทามอดีต ส.ส.ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานแบบรุกหนัก พร้อมกับโพยรายชื่ออดีต ส.ส.จากหลายพรรคกว่า 100 คน ที่ตัดสินใจแปรพักตร์ ย้ายค่าย มาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ
แม้จะได้ระดับอดีต ส.ส.มาร่วมพรรคพลังประชารัฐแล้ว แต่คนที่จะชี้ขาดว่าใครจะได้นั่งเก้าอี้ “ส.ส.” ต้องอาศัยฐานเสียงของมวลชน
มาครั้งนี้แกนนำกลุ่มสามมิตร จึงพุ่งเป้าที่ไปที่ฐานเสียงมวลชนหลักของพรรคเพื่อไทย (พท.) ทั้งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระดับหัวๆของแต่ละจังหวัด ในพื้นที่ภาคอีสาน และกลุ่มเครือข่ายชาวนาไทยที่มีฐานเสียงกลมๆ อยู่ที่ 14.8 ล้านคนทั่วประเทศ
การเดินสายของกลุ่มสามมิตรจึงแยกเป็น “ภิรมย์ พลวิเศษ” เลขาฯกลุ่มสามมิตร เปิดวงคุยกับแกนนำ นปช.ในพื้นที่ภาคอีสานแต่ละจังหวัด ชูประเด็นมาร่วมสร้างความปรองดอง สลายความขัดแย้งแบ่งแยกเป็นเสื้อสีต่างๆ ในอดีต ร่วมมือกันสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับพี่น้องชาวภาคอีสาน ภายใต้การขับเคลื่อนของรัฐบาลบิ๊กตู่
พร้อมกันนี้ “ภิรมย์” ยังออกมาเคลมด้วยว่า แกนนำ นปช.ของแต่ละจังหวัดล้วนแต่ ตัวจริง เสียงจริง เพราะมีบัตรประจำตัว นปช.มายืนยันตัวตนทุกคน
แม้ “เดอะเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ขวัญใจคนเสื้อแดง จะออกมายืนยันว่าไม่หวั่นไหวกับกระแสดูดกลุ่ม นปช. และต้องขอบคุณกลุ่มสามมิตรที่ช่วยแยกแยะ “แดงแท้” กับ “แดงเทียม” ให้ชัดเจนขึ้น
เพราะหากเป็น “แดงแท้” จะต้องยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ไม่สนับสนุนเผด็จการในทุกรูปแบบ
ส่วนแกนนำกลุ่มสามมิตร อีกสายอย่าง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ควงคู่ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย จับเข่าคุยแกนนำชาวนาไทย พร้อมกับย้อนเกล็ดนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ที่มัดใจชาวนาแบบอยู่หมัดด้วย “โครงการรับจำนำข้าว” ตันละ 15,000 บาท
โดย “สมศักดิ์” รับปากชาวนาว่าจะไปต่อสายคุยกับรัฐบาลให้สนับสนุนราคาข้าวของชาวนาไม่ต่ำกว่าตันละ 8,000 บาท ให้ชาวนาอยู่ได้ ส่วนจะออกมาในรูปแบบไหน ชื่อโครงการอะไร ต้องรอติดตาม
การเดิมเกมทางการเมืองของกลุ่มสามมิตร ด้วยกลยุทธ์ “ยืมหอกสนองคืน” จึงเป็นยุทธวิธีหลักที่ “คสช.” ใช้ต่อกรกับ “พรรคเพื่อไทย” และ “เสี่ยแม้ว” ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จ ส่งพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ชนะเลือกตั้งแบบแลนสไลด์ ในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา
ส่วนกลยุทธ์ “ยืมหอกสนองคืน” ของกลุ่มสามมิตรและพรรคพลังประชารัฐจะยังมีความขลังแค่ไหนนั้น ผลการเลือกตั้งปี 2562 คือ “คำตอบ”

