การตั้งประเด็นถึง “ไพรมารี โหวต” ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความแหลมคมอย่างเป็นพิเศษในทางการเมือง
เท่ากับเป็นการ “รุก” เข้าไปยัง “คสช.”
ไม่ว่าในที่สุดกระบวนการ”ไพรมารี โหวต”จะมีบทสรุปออกมา อย่างไร
“ยกเลิก” หรือ “เดินหน้า”
แต่พลันที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นข้อ สังเกตก็เท่ากับว่า “คสช.” อยู่ในสถานะอันเป็นฝ่าย “ตั้งรับ”
เมื่อ “ตั้งรับ” ก็กลายเป็นฝ่าย”ถูกกระทำ”
นี่จึงไม่เพียงเป็นความจัดเจนอย่างยิ่งในเชิงปัจเจกของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากเป็นความจัดเจนอันมีลักษณะจำเพาะ
พรรคประชาธิปัตย์สะสมมาตั้งแต่ปี 2489
ถามว่าเฉพาะหน้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สามารถตั้งประเด็นเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร
คำตอบ 1 มาจากความเข้าใจ”คสช.”
การดำรงอยู่ของ”คสช.”นับแต่ก่อนและหลังรัฐประหารเดือน พฤษภาคม 2557 เป็นการดำรงอยู่ในลักษณะ “เปิด”
เหมือนกับจะลี้ลับ แต่มิได้ลี้ลับ
คำตอบ 1 มาจากกรณีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 อันส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งในทางการเมือง
ไม่เพียงทำให้พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง”เดี้ยง”
หากแต่ยังสนองต่อผลประโยชน์ของ “คสช.”และพรรคอันเป็นดาวบริวารของตนอย่างเต็มเปี่ยม
เพราะรากฐานของคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 มาจากข้อเสนอของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประสานเข้ากับ นายไพบูลย์ นิติตะวัน
มีหรือที่พรรคประชาธิปัตย์จะอ่านไม่ออก แทงไม่ทะลุ
จากกรณีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สอนให้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องมี การปลดล็อกพรรคการเมืองหรือนักการเมืองก็สามารถเคลื่อนไหวในลักษณะ “รุก” ได้
ปมเงื่อนอยู่ตรงที่เป็น”มืออาชีพ”หรือไม่
หากเป็นมืออาชีพระดับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การเสนอคำถามเพียงคำถามเดียวอีกฝ่ายก็ต้องรวนเร
จากที่เคย”รุก”ก็พลันกลับกลายเป็น”ตั้งรับ”

