เมื่อวันที่ 14 เมษายน พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านการเมือง กล่าวถึงการรณรงค์การทำประชามติช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องซับซ้อน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้คนเห็นด้วยทั้งหมดทุกประเด็น หรือทำให้คนถูกใจได้ทั้งฉบับ และที่มีนักการเมืองออกมาค้านก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเรื่องนี้อยู่ที่จิตสำนึกและการตัดสินใจของประชาชนมากกว่า เช่นถ้าร่างรัฐธรรมนูญเขียนว่า ต้องปรองดอง แต่การปรุงอาหาร หากนำมาเสิร์ฟทั้งยังไม่สุกๆ อาหารยังดิบๆ ก็คงไม่อร่อย แต่พรรคการเมืองไม่เข้าใจ เพราะไปมองเรื่องกติกาการเข้าสู่อำนาจของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ดังนั้นจึงเชื่อว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มีความเป็นห่วงในเรื่องคำถามพ่วงประชามติ และเรื่องบทเฉพาะกาลให้มี ส.ว.สรรหามาโหวตนายกฯ ได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งที่ตนพูดอย่างนี้ไม่ใช่สนับสนุน คสช. แต่มองแบบกลางๆ ว่า กรณีเช่นนี้ในอดีตเมืองไทยก็เคยทำมาเเล้ว ตอนนั้น ส.ว.มาจากเเต่งตั้งด้วยซ้ำ ไม่ใช่สรรหา ซึ่งตนในฐานะที่เคยทำเรื่องความมั่นคงมาจึงเป็นห่วงมาก
“ผมไม่ได้มองเรื่องความล้าหลังหรือทันสมัย เพราะรถสปอร์ตหรูวิ่งบนถนนเมืองไทยความเร็วสูง 200 เเรงม้า คงพลิกคว่ำ ฉะนั้นวันนี้จึงควรเอารถกระบะไปก่อนให้ค่อยๆ ขับไปแบบใจเย็นๆ หลังเทศกาลสงกรานต์ การเมืองจะร้อนหรือไม่ ประชามติจะผ่านหรือไม่นั้น อยู่ที่ปลายปากกาของประชาชนในวันที่ 7 สิงหาคม ขอให้ตั้งสติให้ดี ต้องดูข้อเท็จจริงว่าเรายืนอยู่จุดไหน บรรยากาศดีพอจะใช้ประชาธิปไตยเเบบตะวันตกหรือไม่ อย่าไปลงประชามติในลักษณะคนตาบอดขี่ม้าเข้าป่ายามค่ำคืน ถ้าไม่รู้ว่าประเทศยืนอยู่จุดไหนจะหลงทางได้ ซึ่งวันนี้ก็ไม่ใช่เผด็จการ มีร่างรัฐธรรมนูญ มีการทำประชามติ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน จะมีเลือกตั้งตามโรดเเมป แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะคสช.บอก ส่วนคะเเนนนิยมของ คสช.หรือนายกฯ จะดีอยู่หรือไม่ คงไม่เกี่ยวกับประชามติที่จะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่คงอยู่ที่จิตสำนึกคน ใครจะเอาชนะคะคานกันบ้านเมืองไม่สงบ ต้องสำนึกว่าเราคือคนไทย ควรสามัคคี สร้างชาติไปด้วยกันให้ประเทศเดินหน้า นักการเมืองเเม้มีฐานเสียงชักจูงได้ เเต่ไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะเชื่อทั้งหมด ดังนั้นร่างจะผ่านหรือไม่ผ่านจึงขึ้นอยู่กับประชาชน” พล.อ.ฐิติวัจน์ กล่าว

