บิ๊กตู่ เผยกรณีหมูป่า ตปท.ชื่นชมไทย ไม่มีการช่วยเหลือปชช.ครั้งใดในโลกสำเร็จเท่าไทย

นายกฯ แจ้งความพร้อมจัดงานเลี้ยงขอบคุณทีมช่วยเหลือทีมหมูป่า 1 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ถึงการจัดงานเลี้ยงขอบคุณผู้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือคณะเยาวชนและผู้ฝึกสอนทีม “หมูป่า อะคาเดมี่ แม่สาย” 13 คน ออกจากวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ว่างานดังกล่าวใช้ชื่อว่า “รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน United As One” จะมีขึ้น‪ในวันที่ 1 สิงหาคม‬นี้ ‪ระหว่างเวลา 18.00-21.00 น.‬ ที่พระลานพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นการรับพระราชทานเลี้ยง โดยมีอาหารพระราชทานและการแสดงต่างๆ ที่มีความเหมาะสม ทั้งนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ซึ่งตนคิดว่าทุกคนมีความภาคภูมิใจด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในการจัดงานดังกล่าวจะต้องดูเรื่องพยากรณ์อากาศโดยกรมอุตุนิยมวิทยาและการเตรียมจัดงานเพื่อรองรับคนจำนวนมากที่จะมาร่วมงาน ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายฝ่ายต่างๆ ไปดำเนินการและกำลังประสานงานกันระหว่างนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานฝ่ายความมั่นคง รวมถึงมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมถึงคณะทูตต่างประเทศ มาร่วมงาน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้กล่าวกับ ครม.และทุกคนว่าการช่วยเหลือทีมหมูป่า 13 คนนี้เป็นเรื่องที่หลายประเทศชื่นชมประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งตนได้ฟังเสียงสะท้อนจากต่างประเทศที่กล่าวมาว่าไม่มีกิจการใดหรือการช่วยเหลือประชาชนครั้งใดในโลกที่มีความสำเร็จเท่ากับกรณีของประเทศเรา ซึ่งเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ตั้งแต่พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การบริหารจัดการของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือกันจากตำรวจ ทหาร ภาครัฐ ภาคเอกชน และต่างประเทศ แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากทำความเข้าใจกัน คือเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ความผิดของใครเลย เราทุกคนไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เยาวชนทั้ง 13 คนบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความบังเอิญที่เกิดสภาวการณ์ทางธรรมชาติที่นำไปสู่การแก้ปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหากรณีของการช่วยทั้ง 13 คนนี้ต้องทำหลายอย่าง ทั้งการบูรณาการหน่วยงาน การตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัย การจัดชุดช่วยเหลือ การเข้าไปตรวจหาจนพบตัวแล้วนำตัวออกมา ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยการทำงานที่มีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ โดยมีการซักซ้อมต่างๆ มากมาย เพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน รวมถึงไม่ใช่อุโมงค์ที่น้ำไหลได้ตรง ต้องติดขัดเส้นทางหลายช่วงและมีระยะทางยาวหลายกิโลเมตร ส่งผลให้คนที่เข้าไปช่วยเหลือต้องเสี่ยงชีวิต นอกจากนี้ต้องอาศัยความร่วมมือ การบูรณาการ ขวัญกำลังใจ ความพร้อมของทุกหน่วยงานทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหาร รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุด คือข้อมูลที่เป็นไปตามข้อเท็จจริง และการตัดสินใจบนข้อมูลที่ถูกต้องและเวลาที่ถูกต้อง เพราะหากตัดสินใจผิด ทุกอย่างก็ล้มเหลวและไม่ประสบความสำเร็จอย่างดี ส่วนเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งมีเพียงกรณีของ น.ต.สมาน กุนัน ที่เสียสละชีวิตในภารกิจนี้ เป็นวีรบุรุษของเราไปแล้ว ซึ่งเขาคงมองว่าจากการเสียชีวิตไปทำให้เกิดคุณค่าอะไรกับประเทศไทยบ้าง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า สิ่งใดก็ตามที่จะทำให้เกิดผลกระทบตามมา ขอให้สื่อมวลชนมีความระมัดระวังต่อผู้ปกครองและเด็กทั้ง 13 คนด้วย ซึ่งบางครั้งผู้ปกครองของเด็กเหล่านี้รู้เท่าไม่ถึงการณ์จากการที่มีคนมาพูดคุยด้วยถึงเรื่องต่างๆ ที่อาจส่งผลไปถึงอนาคตได้ ดังนั้นเราต้องทำให้เด็กเหล่านี้คิดว่าเขาไม่ได้ทำผิดอะไร เป็นการที่เขาใช้ชีวิตปกติเหมือนกับคนอื่นๆ ในพื้นที่ รวมถึงเป็นการที่เขาเข้าไปเที่ยวพักผ่อน ไปฝึกในถ้ำดังกล่าว แต่บังเอิญเกิดเหตุการณ์ทางธรรมชาติจนทำให้ต้องไปเผชิญชะตากรรมดังกล่าวที่อาจเรียกว่าเป็นการผจญภัยก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรัฐบาลต้องมีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาอย่างนี้

“ผมขอฝากสิ่งเหล่านี้ไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ผมขอขอบคุณผู้ปกครองกับเด็กๆ ไม่มีใครโทษใครทั้งสิ้น เป็นเรื่องการสร้างเสริมประสบการณ์ของพวกเรา เป็นเรื่องการแก้ปัญหาภัยพิบัติของเราที่ทั้งโลกติดตาม 190 กว่าประเทศรู้เรื่องหมูป่า และนี่คือการทำงานโดยที่เราไม่ต้องประชาสัมพันธ์อะไรเลย เพราะปรากฏด้วยข้อเท็จจริงและภาพตามสื่อต่างๆ” นายกฯกล่าว

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีที่มีบริษัทผลิตภาพยนตร์สนใจจะมาทำภาพยนตร์เกี่ยวกับการช่วยเหลือทีมหมูป่าว่า “ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลตรงนี้ซึ่งคงจะมีการพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง” นายกฯกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ธรณ์’ หนุนชมสัตว์ทะเลหายากกระตุ้นเที่ยว
บทความถัดไปเอกชนอุดรลงขันถอย ‘รถเมล์แอร์’ 6 คัน วิ่ง พ.ย.นี้ หวังสร้างศักยภาพเมืองไม่เน้นกำไร