เพียงเสนอข้อสังเกตอันเกี่ยวกับทางออกในเรื่อง “ไพรมารีโหวต” ว่าให้จับตาดูว่า “คสช.” จะหาทางออกอย่างไร
คสช.ที่เคยอยู่ในฐานะ “รุก” ก็ต้องกลับมาอยู่ในฐานะ “รับ”
กระบวนท่านี้ต้องยกนิ้วให้กับบทบาทของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไปเลยเต็มร้อย
เพราะเป็นการเสนอในห้วงแห่ง “พลังดูด”
นั่นก็เท่ากับ เป็นการยกเอากระบวนการเดินสายแผ่ “พลังดูด” ไปสัมพันธ์กับการพิจารณาจะเดินหน้าหรือถอยหลัง “ไพรมารีโหวต”
เป็นประเด็นอัน “แหลมคม” ยิ่งในทางการเมือง
เท่ากับว่า ข้อสังเกตของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทะลวงไปยังยอดอกของ “คสช.” และเหล่า “เนติบริกร” อย่างเต็มพิกัด
การเมืองจึงมากด้วยความละเอียดอ่อนขึ้นโดยพลัน
เหมือนกับว่าความสามารถในแบบนี้ ต้องแบบนี้ มักจะออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าเมื่อต่อกรกับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย
เพราะว่าพรรคนี้เก่าแก่มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2489
สะสมความจัดเจนของนักการเมือง “อาชีพ” ระดับลายแตกงาอย่าง นายควง อภัยวงศ์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์
และรวมถึง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เคยเป็น “เลขาธิการ”
กระนั้น หากเริ่มต้นจากสภาพความเป็นจริงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สนใจการเมืองตั้งแต่สถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516
ก็ย่อมมิใช่นักการเมือง “มือเปล่า”
เพราะไม่ว่าจะติดล็อกหรือเปิดล็อกในทางการเมือง นักการเมืองที่มากด้วยความจัดเจนสามารถแปรวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสเสมอ
เพียงประเด็นเดียวก็เล่นบท “รุก” ได้อย่างองอาจ
การตั้งข้อสังเกตในกรณี “ไพรมารีโหวต” อาจอาศัย 2 มูลฐานประสานเข้าด้วยกัน 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจได้กลิ่นบางกลิ่นในทางการเมือง
1 สรุปจากฐานแห่งคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560
และเมื่อประมวลมาวิเคราะห์อย่างจำแนกแยกแยะก็จะประจักษ์ในการดำรงจุดมุ่งหมายของ คสช.ได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์
นั่นก็คือ ต้องการสร้างจุดได้เปรียบในทางการเมือง
คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 นำไปสู่การ “รีเซต” และ “เซตซีโร่” พรรคการเมืองเก่า เปิดทางสะดวกให้กับพรรคการเมืองใหม่
อย่างพลังประชารัฐ อย่างรวมพลังประชาชาติไทย เป็นอาทิ
กลิ่นในทางการเมืองอันโชยมาจาก “ไพรมารีโหวต” อาจกลายเป็นส่วนเสริมเติมความคล่องตัวในเรื่องการย้ายพรรคการเมือง
เป็นภูมิทัศน์อันเหมาะเจาะให้กับ “พลังดูด”
บนเส้นทางแห่งโรดแมปไปสู่ “การเลือกตั้ง” หนทางเดินเพลินดีอันเป็นความต่อเนื่องจากกำหนดกฎกติกาในรัฐธรรมนูญแลกฎหมายลูก
ยังต้องเปิดช่องให้กับพรรคอันเป็นเครือข่าย
หากเห็นว่า “พลังดูด” ทรงประสิทธิภาพ หากเห็นว่ากระบวนการย้ายพรรคช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ “พลังดูด” ก็จำเป็น
นี่คืองานที่ “เนติบริกร” จัดตั้ง “สำนอง” ให้

