การออกโรงของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ให้ความแจ่มชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ไม่ว่า”พลังประชารัฐ” ไม่ว่า”สามมิตร”
แม้แต่ละจังหวะก้าวจะยังดำเนินไปในยุทธวิธี “แยกกันเดิน” แต่ก็มีจุดร่วมในทางยุทธศาสตร์ว่า ในที่สุดก็จะรวมศูนย์ไปยังเป้า หมายคือ “พลังประชารัฐ”
เพียงแต่ว่า ณ วันนี้ ยังจำเป็นต้อง “ลับ ลวง พราง”ตามที่กำหนดมาจาก “คสช.”ไปก่อน
อย่างน้อยก็สัมผัสได้ในความมุ่งมั่น”ร่วม”
ไม่ว่าจะมาจาก นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ไม่ว่าจะมาจาก นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
ฟังคนหนึ่งจึงทะลุไปยังอีกคน
ความแจ่มชัด 1 ซึ่งเคยคลุมเครือมาตั้งแต่ก่อนครม.สัญจรก็คือ
การดีลกับ นายสุพล ฟองงาม
เมื่อ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ออกมายอมรับ
”ก็ได้เจอกับ นายสุพล ฟองงาม และก็ต้องไปถามเขาเองว่าตัดสินใจอยู่พรรคการเมืองแล้วหรือไม่”
เป็นการบอก”ใบ้”ออกมาเป็นนัยๆ
ขณะที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน กล่าวด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างสูง
”จะอยู่พลังประชารัฐหรือไม่ถึงเวลาก็จะทราบเอง”
แม้ ณ วันนี้ “จะไม่ได้ไปประชุมพรรค ไม่ทราบเลยว่าอยู่ตรงไหน ถึงเวลาก็จะทราบเอง”
เป็นการแถลงอย่างยืนอยู่บนหลักการ
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ยังไม่สะเด็ดน้ำ พูดไปก็จะเกิดความวุ่นวาย”
เป็นความระมัดระวังอย่างรัดกุมและรอบคอบ
งานของ“กลุ่มสามมิตร”ก็เช่นเดียวกับงานของ นายชวน ชูจันทร์ที่เคยออกหน้า
เพียงแต่ นายชวน ชูจันทร์ ทำเรื่อง”กฎหมาย” ขณะที่ “กลุ่มสามมิตร”เดินสายใช้”พลังดูด”จากจังหวัดเลยไปยังจังหวัดนครราชสีมา และล่าสุดคือปูพื้นก่อนประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดอุบลราชธานี
เคลียร์พื้นที่ประสาน”พลังดูด”ไปยัง”พลังประชารัฐ”

