ที่เห็นและเป็นไป : ประชาชนหลังเลือกตั้ง : โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

29.07.18 | 14:00 น.
แฟ้มภาพ

หลายสิ่งหลายอย่าง จะว่าไปก็แทบทุกเรื่องทุกราวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเรา ล้วนสะท้อนว่าประชาชนยังอ่อนแอเกินกว่าจะสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ

การลืมตาอ้าปากของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังต้องการความช่วยเหลือจากอำนาจรัฐ ที่จะช่วยดูราคาพืชผลไม่ให้ถูกกดข่มเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง

รูปแบบไม่ว่าจะเป็นการประกันราคาให้สามารถที่จะประกอบอาชีพอย่างพอเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอด หรือการสร้างตลาดที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ลดทอนส่วนแบ่งของพ่อค้าคนกลางที่เอากำไรเกินควร หรืออื่นๆ

เกษตรกรจำเป็นต้องพึ่งพาอำนาจรัฐที่จะจัดการให้

การดำรงชีวิตเพื่อให้ลืมตาอ้าปากได้บ้างของพนักงานบริษัท หรือผู้ใช้แรงงาน จำเป็นต้องให้อำนาจรัฐมาช่วยควบคุมไม่ให้ถูกกดจากนายจ้าง หรือเจ้าของธุรกิจ

Advertisement

คนส่วนใหญ่ซึ่งถูกเรียกว่าระดับล่างของประเทศ ไม่มีอำนาจพอที่จะต่อรองโดยไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียรายได้

ขณะเดียวกัน ต้นทุนที่เป็นรายจ่ายของชีวิตก็หนีไม่พ้นความจำเป็นต้องพึ่งพา

อนาคตของบุตรหลานที่ต้องลงทุนเรื่องการศึกษาเล่าเรียน คุณภาพของการศึกษาในรายจ่ายที่พอจะรับได้ หากไม่มีอำนาจรัฐมาช่วยเหลือ ไม่มีทางที่จะรับไหว

เช่นเดียวกับการเจ็บไข้ได้ป่วยซึ่งคือเรื่องเป็นเรื่องตายของชีวิต จำเป็นต้องมีหลักประกันที่ไว้ใจได้ว่าไม่โลเล และมีคุณภาพพอที่จะหวังได้

ในเรื่องอื่นๆ เช่น ที่อยู่อาศัย ราคาสินค้า ข้าวของเครื่องใช้ ที่เหมาะสมไม่ถูกขูดรีด ค้ากำไรเกินควร

รวมไปถึงโอกาสในการพัฒนาชีวิตด้านต่างๆ

เรื่องราวเหล่านี้ ประชาชนไทยยังอ่อนแอเกินกว่าที่จะพึ่งพาตัวเองได้ จำเป็นจะต้องอาศัยอำนาจรัฐอุ้มชูในเบื้องต้น และสร้างกลไกที่จะพัฒนาให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ในที่สุด

จะเป็นเช่นนั้นได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่โครงสร้างทางการเมืองจะต้องเอื้อต่อการต้องรับฟังเสียงของประชาชน ต้องเป็นอำนาจรัฐที่ศูนย์กลางความใส่ใจอยู่ที่ประชาชน

ด้วยเหตุนี้ อนาคตทางการเมืองของประเทศจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ว่าจะไปในทางที่ประชาชนต้องมีความหวังที่จะเป็นศูนย์กลางความใส่ใจ อุ้มชู และพัฒนาให้เข้มแข็ง

อำนาจรัฐที่สัญญาล่าสุดบอกว่าจะมาจากการเลือกตั้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2562 มีแนวโน้มจะเป็นอำนาจรัฐที่มีคุณสมบัติให้หวังเช่นนั้นได้หรือไม่

หากมองจากเรื่องราวต่างๆ ที่เคลื่อนไปให้เห็นในช่วงที่ผ่านมา จะก่อความรู้สึกในทางค่อนข้างน่าหวั่นใจว่าจะไม่เป็นไปเช่นนั้น

ประชาชนจะเป็นศูนย์กลางความใส่ใจได้อย่างไร เมื่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับที่กำหนดโครงสร้างอำนาจรัฐให้มีกลุ่มคนที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน เข้ามามีบทบาทกำหนดความเป็นไปของอำนาจเป็นหลัก มากกว่าที่จะให้บทบาทกับผู้ที่มาจากประชาชน

ในส่วนของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเอง ความเป็นที่เห็นอยู่ คือมีแนวโน้มที่จะเปิดโอกาสและให้การอย่างเต็มที่ กับกลุ่มที่ประกาศตัวสนับสนุนอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน

ส่วนนักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน ถูกจำกัดไม่ให้แสดงบทบาทอะไรมากนัก ด้วยอำนาจรัฐในปัจจุบัน ไม่ว่าจะโดยกฎหมายที่ประกาศใช้กันเอง และคำสั่งที่ไม่อยู่ในการควบคุมของกฎหมาย

จากการที่คนบางกลุ่ม และพรรคการเมืองบางพรรคได้ร่วมกันทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะความเชื่อ หรือข้ออ้างว่าเป็นอำนาจรัฐที่ทุจริตคดโกง แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าทำให้ส่วนรวม จนเป็นที่มาของอำนาจรัฐที่แยกจากการยึดโยงจากประชาชน
โดยชอบธรรมขึ้นเรื่อยๆ

คือจากการใช้อำนาจ และกองกำลังทำรัฐประหารยึดอำนาจ มาเป็นการเขียนกฎหมายให้เอื้อต่ออำนาจเช่นนั้น

ขณะที่เรื่องราวการทุจริตที่เป็นเหตุผลหรือข้ออ้าง ยังมีให้ได้ยินได้ฟังอยู่มากมาย

ความหวังของประชาชนต่อการเมืองในอนาคตจะเป็นเช่นไร

อำนาจรัฐหลังเลือกตั้งจะส่งผลอย่างไรต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ดูเหมือนว่า คำตอบจะไม่ใช่เรื่องที่เห็นได้ยากนัก

 

สุชาติ ศรีสุวรรณ