ต้องยอมรับว่ากระบวนการทาง “การตลาด” อันสำแดงผ่านวิถีแห่งการเคลื่อนไหวโดย “กลุ่มสามมิตร” ประสบความสำเร็จอย่างสูง
แม้กระทั่งนักการเมืองโนเนมจากโคราชอย่างนายภิรมย์ พลวิเศษ ก็กลายเป็น “ตัวข่าว” ได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจัย 1 มาจาก “พลังดูด”
ขณะเดียวกันปัจจัย 1 ซึ่งสำคัญและมากด้วยความแหลมคม เพราะตั้งเป้ากระแส “พลังดูด” ไปยังพรรคเพื่อไทย อันถือเป็นพรรคอันดับ 1
เพียงปล่อยแสงกรณี “พลังดูด” ก็อึกทึกครึกโครมอยู่แล้ว เมื่อมีภาพของ “เพื่อไทย” เข้ามาเสริมเติมแต่ง
กูรูระดับฟิลิป คอตเลอร์ ก็ต้องซู๊ดดดปาก
หากพลานุภาพแห่ง “พลังดูด” มุ่งเป้าไปยังพรรคชาติไทยพัฒนาหรือแม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยก็แทบไม่เป็นเรื่องฮือฮา
เพราะพรรคเหล่านี้ถือเป็นขนาดกลาง กระทั่งเล็ก
พื้นที่ของพรรคเหล่านี้เป็นระดับจังหวัด หรืออย่างเก่งก็หลายจังหวัด แต่ไม่ถึงระดับยึดครองภาคทั้งภาค
แต่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคระดับประเทศ
และพื้นที่ในความครอบครองอันเป็นที่ยอมรับกันอย่างถ้วนทั่วคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและบางส่วนในภาคกลาง
แค่ “พลังดูด” พุ่งเป้าไปที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือก็สะเทือนเลื่อนลั่นอยู่แล้ว
เมื่อมีทั้งอำนาจรัฐประสานเข้ากับอำนาจเงิน
กระบวนการใช้ “พลังดูด” ของ “กลุ่มสามมิตร” เพื่อ “พลังประชารัฐ” จึงกลายเป็นประเด็นอันคมแหลมยิ่งในทางการเมือง
ทำให้สถานะกลุ่มสามมิตรมากด้วยความโดดเด่น
กล่าวในด้านการตลาด บทบาทของ “กลุ่มสามมิตร” โดยมีเป้าเพื่อพลังประชารัฐประสบความสำเร็จ
แต่กล่าวในทาง “การเมือง” ยังไม่สามารถสรุปได้
เพราะว่าตัวบุคคลที่ถูก “พลังดูด” ไปห้อมล้อมอยู่โดยรอบ คสช. และพลังประชารัฐก็ไม่แน่ว่าจะมี “มวลชน”ตามไปลงคะแนนให้หรือไม่
ประการหลังจะชี้ขาดได้ในวันเลือกตั้ง

