กรณีของ นายนคร มาฉิม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กำลังจะได้รับการยกระดับขึ้นเป็น “Case Study” ในทางการ เมืองอันแหลมคม
ยิ่งหากพรรคประชาธิปัตย์นำกรณีของ นายนคร มาฉิม เข้าสู่การพิจารณาของศาล
ยิ่งทำให้ได้พบกับ”ความจริง”ที่หมักหมม ซ่อนเร้น
ไม่ว่าจะเป็นความจริงของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น ความจริงของ นายนคร มาฉิม เอง เพราะว่านี่เป็นรายละเอียดอัน ดำรงอยู่ในประวัติศาสตร์
จากก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 มายังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
โจทก์ก็ดัง จำเลยก็ไม่เบา
ปฏิกิริยาจากบรรดา ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นปฏิกิริยาที่จะต้องให้ความเคารพ จะต้องรับฟังอย่างมีโยนิโสมนสิการ
เนื่องมาแต่จดหมายเปิดผนึกของ นายนคร มาฉิม
สาเหตุสำคัญของปัญหากล่าวเฉพาะของพรรคประชาธิปัตย์ จะมีมูลเชื้อมาจากการอยู่ในภาวะพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างซ้ำซากจริงหรือไม่
จึงจำเป็นต้องร่วมกับกลุ่มการเมืองอย่าง”พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย”ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
หรือถึงกับเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เดินออกจากรัฐสภา มาจัดตั้ง”กปปส.”ขึ้นและเคลื่อนไหวก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
คำถามก็คือ ตลอด 2 รายทางจากก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 กับ ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
บทบาทของ”พรรคประชาธิปัตย์”เป็นอย่างไร
เป็นอย่างที่จดหมายเปิดผนึกของ นายนคร มาฉิม ระบุหรือไม่
บทสรุปของ นายนคร มาฉิม เหมือนกับเริ่มต้นจากเรื่องส่วนตัวใน ฐานะที่เคยเป็นส.ส.ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์
แต่ความจริงเป็นเรื่องอันสะท้อนปัญหาของชาติ บ้านเมือง
เพียงแต่สัมพันธ์กับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ สัมพันธ์กับบทบาทของอีกหลายกลุ่ม ที่เข้าไปมีส่วนและเป็นองค์ประกอบของการยึดอำนาจ
ระบุถึงเนื้อหาใจกลางของ”รัฐประหาร”

