ถามว่าทำไมจนถึงเดือนสิงหาคมแล้วก็ยังไม่มีความแจ่มชัดในเรื่อง “ไพรมารีโหวต” ทั้งๆ ที่หากนับจาก 1 สิงหาคม 2 กันยายน 3 ตุลาคม 4 พฤศจิกายน 5 ธันวาคม และ 6 มกราคม
ก็เหลือเพียง 6 เดือนเท่านั้น
ถ้าทุกอย่างเป็นไปดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปรับปากไม่ว่าในหรือต่างประเทศว่าจะมีการเลือกตั้งภายในเดือนมกราคม 2562
ไม่เพียงแต่ตอบไม่ได้ว่า “ไพรมารี โหวต” จะเป็นอย่างไร
หากยังตอบไม่ได้อีกด้วยว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 จะมีการยกเลิกหรือไม่ และยังตอบไม่ได้อีกด้วยว่า คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 3/2558 จะยกเลิกหรือไม่
จึงไม่ต้องพูดถึงการ “ปลดล็อก” พรรคการเมือง
ทั้งๆ ที่ “ไพรมารีโหวต” กำหนดเอาไว้แล้วใน พ.ร.ป.ไม่ว่าจะเป็นว่าด้วยพรรค
การเมือง ไม่ว่าจะเป็นว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
จึงเหลืออีกเพียง 6 เดือนในการตระเตรียม
ท่วงทำนองไม่ขยับขับเคลื่อนใดๆ ไม่ว่าจะมาจาก คสช. ไม่ว่าจะมาจากรัฐบาล ไม่ว่าจะมาจาก กกต.จึงไม่มีหนทางอื่นให้คนตีความและเข้าใจ
นอกจาก คือ สัญญาณแห่งความไม่แน่นอน
คำพูดจากหลายๆ ฝ่ายจึงสรุปอย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่า ที่ว่าจะเลือกตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อาจไม่เกิดขึ้น
ข้อสังเกตจาก นายจาตุรนต์ ฉายแสง ที่ว่า
“การจะมีเลือกตั้งเมื่อไรสามารถโยงถึงความพร้อมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่”
จึงมากด้วยความแหลมคม และเร้าความสนใจ
“ชวนให้คิดว่ายังมีความพยายามจะเลื่อนเลือกตั้งออกไป และสร้างเงื่อนไขให้คนที่ไม่ต้องการให้เกิดการเลือกตั้งไปก่อความวุ่นวายหรือสร้างความรุนแรงขึ้นมาได้”
เหมือนกับจะเหลือเชื่อ แต่ก็เคยเกิดมาแล้ว
หากนำเอา “ผังล้มประชาธิปไตย” อัน นายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มาศึกษาอย่างสัมพันธ์กับก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ก็จะเข้าใจ เข้าใจในบทบาทของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” อันมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้นำคนสำคัญ
เข้าใจในบทบาทของ “กปปส.” อันมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้นำคนสำคัญ
จึงไม่เพียงแต่จะเห็นการยึดสถานที่ราชการ การยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสนามบินนานาชาติ และการสกัดขัดขวางการเลือกตั้ง
เรื่องอย่างนี้คนในพรรครวมพลังประชาชาติไทยตอบได้เป็นอย่างดี
เรื่องอย่างนี้คนในพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนกระทั่ง นายถาวร เสนเนียม นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตอบได้เป็นอย่างดี
ตามพิมพ์เขียวอันปรากฏผ่าน “ผังล้มประชาธิปไตย”
ความไม่แจ่มชัด ความไม่แน่นอน เป็นอันตรายอย่างยิ่งในการวางแผน “ธุรกิจ” ขณะเดียวกัน ก็เป็นจุดอ่อนอย่างยิ่งในการวางแผนทาง “การเมือง”
จึงไม่เพียงแต่ “นักการเมือง” จะหวั่นไหว
หากแม้กระทั่ง “นักการทหาร” หากแม้กระทั่ง “นักประชารัฐ” ทั้งที่นั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาลและนอกทำเนียบรัฐบาลก็เริ่มไม่แน่ใจ
ตกลงยังจะมี “การเลือกตั้ง” หรือไม่ และเมื่อใด

