เป็นประเด็นดราม่าขึ้นมาทันทีระหว่างสื่อมวลชนซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ที่ต้องสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนติดตามไปทำข่าว “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ที่มาเป็นเปิดงาน Thailand Social Expo 2018 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา กับทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนายกฯ
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 งัดกฎเหล็กจัดระเบียบสื่้อมวลชนทุกหน่วย ทุกสังกัด ไม่เว้นแม้กระทั่ง ช่างภาพของหน่วยงานรัฐประจำกรม กอง ของกระทรวงต่างๆ
ต้องปฏิบัติตามเหมือนกันหมด โดยไม่มีข้อยกเว้น ตามข้อควรปฏิบัติของสื่อมวลชน ที่กำหนดถึง มารยาทในการถ่ายภาพของช่างภาพสื่อมวลชน คือ
1.ต้องอยู่ในลักษณะเคารพต่อนายกรัฐมนตรีและแสดงความเคารพทั้งก่อนและหลังถ่ายภาพ
2.การแต่งกายที่สุภาพบุรุษชุดสูทสากล สุภาพสตรีชุดกระโปรง รองเท้าหุ้มส้น
3.กล้องที่จะนำมาบันทึกภาพต้องผ่านการตรวจและติดแท็กที่ได้รับอนุญาตจากตำรวจสันติบาล
4.จะอนุญาตให้เฉพาะช่างภาพที่ลงทะเบียนและติดต่อแผนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
5.ไม่แสดงกิริยาวาจาหรือมารยาทอันไม่สมควร
6.ในการถ่ายภาพควรอยู่ห่างจากนายกรัฐมนตรี 5 เมตรเป็นอย่างน้อย
7.ไม่ควรเบียดเสียดกันถ่ายภาพหรือถ่ายภาพลักษณะยืนค้ำศีรษะผู้อื่นหรือยื่นกล้องถ่ายภาพในลักษณะถ่ายภาพข้ามท่าน
รวมทั้งยังต้องปฏิบัติตาม ในข้อควรปฏิบัติในการบันทึกภาพ คือ
1.ต้องไม่ถ่ายภาพตรงหน้า ขณะที่นายกรัฐมนตรีอยู่ในห้องรับรอง
2.ห้ามถ่ายภาพขณะเดินขึ้นหรือลงจากที่สูงเช่นบันได
3.ห้ามถ่ายภาพขณะรับประทานอาหาร
4.ห้ามออกนอกสถานที่ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ ห้ามวิ่งตัดหน้า วิ่งลุกลนหรือห้อมล้อมกีดขวางทางเดิน
5.ให้บันทึกได้ในจุดหรือสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ได้จัดไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม
6.การใช้ไฟฉายใช้ได้ในทุกโอกาส แต่การถ่ายไฟไม่ควรเกิน 1,500 วัตต์และควรอยู่ห่างจากห้องรับรอง
7.หากฝ่าฝืนมารยาทข้อควรปฏิบัติหรือไม่เชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ จะถูกริบปลอกแขนและห้ามบันทึกภาพ
แม้ในมุมของการรักษาความปลอดภัยบุคคลระดับผู้นำประเทศ จะหยิบยกเอาเหตุผลดังกล่าวมาบังคับใช้กับสื่อมวลชน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นระเบียบเรียบร้อย ง่ายต่อควบคุมดูแล
แต่กฎเหล็กดังกล่าวที่นำมาใช้กับสื่อมวลชน แม้กระทั่งทีมรักษาความปลอดภัยที่อยู่ใกล้ชิดตัวนายกฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์
หรือทหารเสือราชินี ยังไม่ทราบถึงเหตุผลที่แท้จริงถึงการใช้คำสั่งดังกล่าว
งานนี้ไม่รู้ว่ามีใครตั้งใจวางยา ทีมรักษาความปลอดภัยของนายกฯกับสื่อมวลชนหรือไม่
แม้ในเวลาต่อมาทางกองบัญชาการตำรวจสันติบาล โดยพล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รองผบช.ส. จะสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการออกข้อปฏิบัติดังกล่าวกับสื่อจริงและถูกต้องหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนก็ปฏิบัติงานด้วยความร่วมมืออย่างเข้าใจกันดีมาตลอด ไม่ต้องมีข้อกำหนดพิเศษอะไรเช่นนี้
ขณะที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเหนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ต้องมีหน้าที่ประสานกับสื่อมวลชนอยู่ตลอด ออกมาชี้แจงถึงเหตุผลการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าวกับสื่อมวลชนว่า “เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารตั้งแต่ปี 2558 จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถูกนำมาเผยแพร่ตอนนี้ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มสื่อมวลชนและคนที่ได้พบเห็น โดยนายกฯ ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดปัญหาการทำงานระหว่างทีมนายกรัฐมนตรีและสื่อมวลชน
ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่อาจไม่ได้บังคับใช้ข้อปฏิบัตินี้อย่างเคร่งครัด เช่น โค้งคำนับก่อนและหลังการถ่ายภาพ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของช่างภาพ
โดยนายกฯได้กำชับให้กองบัญชาการตำรวจสันติบาลไปพิจารณาทบทวนและถอนออกจากข้อปฏิบัติ เพราะคนจะเคารพหรือให้เกียรติกันนั้นขึ้นอยู่กับวัตรปฏิบัติของแต่ละบุคคล
การจัดระเบียบสื่อในยุคคสช. ที่มีสารพัดเครื่องมือควบคุมสื่อทั้งกฎหมายปกติและคำสั่งคสช. ในครั้งล่าสุด ที่ต้องยืนห่างนายกฯ 5 เมตร คำนับก่อนและหลังถ่ายภาพ ถือว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการจัดระเบียบสื่อของทีมงานนายกฯ
ย้อนไปเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ทีมงานนายกฯ ได้จัดระเบียบสื่อประจำทำเนียบฯ ด้วยการออกข้อปฏิบัติให้ นักข่าวถามนายกฯได้เพียง 4 คำถาม พร้อมกับส่งคำถามล่วงหน้าให้กับทีมงานนายกฯ ส่วนนักข่าวต้องแจ้งชื่อเสียง เรียงนาม พร้อมกับต้นสังกัด ให้ครบถ้วน โดยมีทีมงานนายกฯถ่ายภาพนักข่าวแต่ละคนไว้เป็นแฟ้มประวัติ
แม้จะมีคำถามตามมาว่าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการทำงานของสื่อมวลชนหรือไม่ แต่สื่อก็เข้าใจดีว่าประเทศยังอยู่ในสถานการณ์พิเศษ บางเรื่องที่พออะลุ่มอล่วยเพื่อให้การทำงานระหว่างสื่อกับนายกฯเดินหน้าต่อไปได้ สื่อก็พร้อมปฏิบัติตาม
เพราะตำแหน่งนายกฯ ถือว่าเป็นตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในฐานะเบอร์หนึ่งของฝ่ายบริหาร ที่ต้องพร้อมรับการตรวจสอบจากทั้งสื่อมวลชนและภาคประชาชน
ส่วนนายกฯจะชี้แจงไม่ว่าจะเรื่องการทำงาน เรื่องการเมือง คงอยู่ที่่ตัวนายกฯว่าจะสื่อสารออกมาในรูปแบบใด ถูกต้อง ถูกใจทุกฝ่ายได้มากน้อยเพียงใดนั้น สื่อมีหน้าเพียงนำสารของนายกฯสื่อสารให้กับประชาชนรับทราบในข้อเท็จจริงให้มากที่สุด
เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนผู้รับสารจะเป็นคนตัดสินว่าใครทำหน้าที่ได้ถูกต้องและเหมาะสม

