วิพากษ์ ‘สนช.’ โละ616ผู้ตรวจเลือกตั้ง

8.08.18 | 11:12 น.

หมายเหตุความคิดเห็นของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นักวิชาการ และว่าที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด กรณีสมาชิก สนช.เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 เพื่อแก้ไขการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด จำนวน 616 คน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 4 คนเป็นผู้คัดเลือก โดยไม่รอให้ กกต.ชุดใหม่เป็นผู้คัดเลือกว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร


มหรรณพ เดชวิทักษ์

สนช.ในฐานะผู้รวบรวมรายชื่อ สนช.
เสนอแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.

เกี่ยวกับที่มาของการล่ารายชื่อสมาชิก สนช.ที่จะยื่นแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ.2560 เพื่อขอแก้ไขในประเด็นเรื่องการเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งนั้น ตอนนี้หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการเสนอขอแก้ไขก็คิดว่าไม่เป็นไร มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ใครที่ถูกใจก็ชม ไม่ถูกใจก็ด่า ยืนยันว่า ทำตามหน้าที่ท้วงติงในสิ่งที่เห็นว่าไม่รัดกุม มองว่าการให้ กกต.ไปออกระเบียบคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งเอง มีโอกาสถูกการเมืองครอบงำได้ในอนาคต จึงควรระบุที่มาของการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งให้ชัดเจนลงไปกฎหมายลูกโดยตรงจะเหมาะสมกว่า โดยมารยาทแล้วควรให้ กกต.ชุดใหม่เป็นผู้คัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งทั้งหมด กกต.ชุดเก่าจะไปลุกลี้ลุกลนเลือกทำไม ทั้งที่ กกต.ชุดใหม่ได้รับความเห็นชอบ เตรียมจะเข้ามาทำงานแล้ว เหตุใดไม่ให้ กกต.ชุดใหม่เป็นผู้เลือก เหมือนเอาหัวมาจากที่หนึ่ง เอาตัวมาจากอีกที่ แล้วมาสวม จะเกิดเอกภาพในการทำงานหรือไม่ คนที่ชุดเก่าเลือกเข้ามา จะเกรงใจชุดใหม่หรือไม่

ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการเซตซีโร่ผู้ตรวจการเลือกตั้ง 616 คน ของ กกต.ชุดปัจจุบัน แต่ใครที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ยังมีสิทธิกลับมาใหม่ได้ ถ้ามีคุณสมบัติเข้าข่าย ควรให้ กกต.ชุดใหม่คัดเลือก ส่วนกรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุเป็นการแก้ไขกฎหมายลูกแบบเข้ารกเข้าพงนั้น ไม่ขอตอบโต้ ยืนยันเพื่อท้วงติงเพื่อให้เกิดความรอบคอบ ส่วนที่ กกต.ยืนยันจะไม่ทบทวนรายชื่อผู้ตรวจการเลือกตั้ง 616 คนที่เห็นชอบไปแล้ว เพราะดำเนินการถูกต้องตามระเบียบกฎหมายนั้น แม้ กกต.ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำผิดมารยาทเหมือนคนเป็นอธิบดีจะเกษียณอายุในสิ้นเดือนกันยายน แต่รีบแต่งตั้งข้าราชการในเดือนสิงหาคม ถ้าถามว่าเหมาะสมหรือไม่ ทั้งที่โดยมารยาทต้องให้คนใหม่เป็นผู้เลือก

Advertisement

ส่วนที่ฝ่ายการเมืองวิจารณ์ว่า กฎหมาย กกต.เรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้งยังไม่ทันได้ใช้ ก็รีบแก้ไขกันแล้วนั้น ประเทศชาติจะมาลองผิดลองถูกไม่ได้ สิ่งที่จะนำมาใช้ต้องเป็นผลดีต่อประเทศ ถ้ารู้อยู่ว่าสิ่งที่จะใช้มีปัญหา แล้วจะทำไปทำไม


ยุทธพร อิสรชัย

รองศาสตราจารย์ประจำสาขารัฐศาสตร์ มสธ.

กกต.ชุดรักษาการ มีอำนาจตามกฎหมายสามารถแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ.2560 ประกาศใช้แล้ว จำเป็นต้องเดินหน้าตามโรดแมปตามประเด็นเรื่องการบริหารจัดการการเลือกตั้ง แม้ สนช.กลุ่มที่ขอแก้ไข พ.ร.ป.ดังกล่าว จะอ้างว่าการดำเนินการของ กกต.ไม่เหมาะสม

ต้องพิจารณาว่าเหตุผลความจำเป็นเรื่องมารยาททางการเมืองและการบริหารราชการนั้นเป็นอัตวิสัย แต่ละคนมองไม่เหมือนกัน เมื่อข้าราชการประจำอยู่ในช่วงรักษาการจะไม่แต่งตั้งใครก็ตาม ต้องไม่ลืมว่ามีเหตุผลสำคัญของ กกต.ชุดรักษาการที่ต้องเดินหน้าตามโรดแมป ในกระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งก็มีคณะกรรมการสรรหาที่ถูกกำหนดไว้ชัดเจน คงไม่ใช่การใช้อำนาจเพียงลำพัง เป็นความลักลั่นระหว่างข้อกฎหมายและการปฏิบัติ เพราะการสรรหา กกต.ชุดใหญ่ 7 คน ที่มีความล่าช้านั่นเอง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดตั้งแต่การสรรหา กกต. 7 คน รอบแรก ไม่ถูก สนช.คว่ำ ผู้ที่ทำหน้าที่สรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งก็จะเป็น กกต.ชุดนั้น แต่เมื่อ สนช.คว่ำจึงต้องเป็น กกต.รักษาการ 5 ท่าน และโดน ม.44 ออกไป 1 ท่าน คิดว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่ สนช.อาจมองอีกมุมว่าเป็นชุดรักษาการไม่ควรดำเนินการตรงนี้

ที่บอกว่าจะทำงานเข้ากับ กกต.ใหม่ 7 คนได้หรือไม่ ไม่น่าเป็นปัญหาถ้าเทียบกับกรณีโยกย้ายอธิบดี ข้าราชการทั้งกรมก็ต้องทำงานกับอธิบดีคนใหม่ได้ ระบบการทำงานมีระเบียบ ข้อกำหนด และแนวทางปฏิบัติอยู่ คิดว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ได้รับการสรรหามาแล้วจะทำงานกับ กกต.ใหม่ได้

หากต้องสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่มีโอกาสกระทบโรดแมป เพราะโรดแมปถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญที่บอกว่าเมื่อกฎหมายลูก 4 ฉบับประกาศใช้ คือ พ.ร.ป.กกต และ พ.ร.ป.พรรคการเมืองประกาศใช้ไปแล้ว และที่รอประกาศใช้คือ พ.ร.ป.ส.ส.และ ส.ว. โดยเฉพาะ พ.ร.ป.ส.ส. มีกำหนดเรื่องระยะเวลาบังคับใช้ ถ้าแก้กฎหมายเหล่านี้จะพัวพันทั้งระบบ อาจมีผลกระทบโรดแมปเลือกตั้งได้ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายหรือเพิ่มกระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งชุดใหม่แต่อย่างใด


สุขุม นวลสกุล

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

เหตุผลที่แท้จริงที่ สนช.เข้าชื่อเสนอให้มีการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่นั้น อาจเป็นการระแวงว่าเปิดช่องทางยึกยักให้เลื่อนเลือกตั้งอีกหรือเปล่า ไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง แต่ สนช.อาจจะระแวงว่า กกต.ชุดเก่าทำไมถึงตั้งผู้ตรวจการฯไว้ ต้องไม่ลืมว่า กกต.ชุดเก่าเขามาก่อนการแต่งตั้ง สนช. บางคนอาจจะมองว่าไม่มีเหตุผลพอ ขณะที่อีกฝ่ายก็มองว่าอาจจะตั้งมาแล้วไม่ถูกใจ กกต.ชุดใหม่ หรือไม่ใช่พวก ก็คงระแวงกันไปหมด

คำถามที่ว่าทำไม สนช.เพิ่งมาค้านตอนนี้เพราะมีการแต่งตั้งไปแล้ว เห็นว่ามี 30 กว่าคนที่ค้าน จะไปห้ามคนคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ไม่ได้ เหมือนการเปิดช่องให้มีการอ้างเหตุอ้างอิงได้ หากจะมีการขยับอะไร และไม่ทราบว่าจะกระทบโรดแมปหรือไม่ เพราะเลื่อนไปนายกฯก็เสียหายเปล่าๆ เขาจะเอาเรื่องนี้มาอ้างหรือไม่ก็ได้

ในส่วนผลกระทบที่จะมีต่อการสรรหา ส.ว.นั้น ไม่ได้มองว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ คงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ ผมว่าคนคงไม่ค่อยเล่นด้วยคำถามที่ว่ามีใบสั่งให้มีการโละผู้ตรวจการเลือกตั้งหรือไม่ มีคนบอกแล้วว่าไม่มี อาจารย์วิษณุ เครืองาม บอกว่าไม่มีก็ต้องเชื่อ สำหรับเรื่องที่ว่าคนชุดใหม่และชุดเก่าจะมีปัญหาในการทำงานร่วมกันหรือไม่ ไม่เห็นว่ามีจุดไหนที่ว่าถ้ากลุ่มนี้เลือกหรืออีกกลุ่มหนึ่งเลือกเข้ามาแล้วทำงานด้วยกันไม่ได้ เพราะว่าต้องทำงานตามหน้าที่ในการดูแลการเลือกตั้ง แค่ว่าทุกคนมีจุดหมายเหมือนกันว่าต้องการให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันก็ทำได้


สมเจตน์ ปานจันทร์

ว่าที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรัง

ความคิดของผมหากว่าจะมีการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 เพื่อแก้ไขการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด คงมีเหตุผลหลายอย่าง เราต้องรับความจริงว่าการที่จะเข้าไปตรวจการเลือกตั้งโดยการทำงานในแต่ละจังหวัดเป็นเรื่องที่มันไม่ง่ายอยู่แล้ว รับรู้กันว่าพรรคการเมืองมีความหลากหลาย มีหลายบริบท เป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับเจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบและเข้าไปดำเนินการให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใส เพราะย่อมมีช่องทางที่จะทำให้นักการเมืองคิดที่จะทุจริตหรือซื้อเสียง ลำพังที่ว่ากฎหมายจะออกแบบมีผู้ตรวจการเลือกตั้งหรือให้ กกต.ควบคุมการเลือกตั้ง การทำงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมยากทั้งสิ้น

ประการสำคัญกฎหมายผ่านมาแล้ว ทาง กกต.ดำเนินการไปตามกฎหมาย แม้ สนช.จะออกมาให้ความเห็นคัดค้านและจะแก้กฎหมาย ถามว่า สนช.จะออกกฎหมายที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่อย่างไร


ไพโรจน์ แสงภู่วงษ์

ว่าที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่

ในฐานะเป็นอดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนตัวไม่มีปัญหา เพราะเสนอตัวมาทำหน้าที่ผู้ตรวจการเลือกตั้ง การแต่งตั้งจาก กกต.ชุดปัจจุบันก็เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนกฎหมาย ผู้ได้รับการแต่งตั้งทั่วประเทศ จำนวน 616 คน มีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทุกคน เพื่อเตรียมการเลือกตั้งระดับชาติ และท้องถิ่นตามลำดับ

ส่วนตัวมองว่า หาก สนช.แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 เป็นสิทธิและสามารถทำได้ เท่าที่ทราบมีเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่อยากแก้ไข ต้องรอดูว่า สนช.ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นอย่างไร หากแก้ไขจริงอาจกระทบการเลือกตั้งตามโรดแมป ไม่รู้เลือกตั้งเมื่อไร ไม่รู้ว่าผู้ที่เสนอแก้กฎหมายคิดอย่างไร ดูแล้วสับสนและวุ่นวายมากกว่า อาจต้องยืดเลือกตั้งออกไปอีก กระทบความเชื่อมั่นที่ทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตามอง

หากมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว คงไม่มีใครฟ้องร้อง สนช. เพราะทุกคนเสนอตัวมาทำหน้าที่ดังกล่าว อีกทั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ได้รับการแต่งตั้งทั่วประเทศยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ยังมีระเบียบอีกหลายขั้นตอน ส่วนผู้ตรวจการเลือกตั้งเชียงใหม่ทั้ง 7 ราย ต่างมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เฉพาะด้าน เหมาะสมทุกคน เชื่อว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มกำลังความสามารถ และการบริหารจัดการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม


สมเกียรติ ภู่ธรรมศิริ

ว่าที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัดสระแก้ว

กรณี สนช.บางคนคัดค้านการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสบ้าง ไม่เหมาะสมบ้าง น่าจะวิตกมากเกินไป การคัดเลือกเป็นไปตามกฎระเบียบ แม้ว่าจะเป็น กกต.ชุดเก่าก็ตาม และ กกต.ชุดใหม่มาทำหน้าที่ต่อก็จะทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเหมือนเดิมเพราะระเบียบเดียวกัน การคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งต้องทำแต่เนิ่นๆ ต้อง

เตรียมการล่วงหน้า เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปตามโรดแมป หากชักช้าจะไม่ทันการ สนช.คิดจะมาล้มกระดานทั้งหมดนั้นไม่ถูกต้อง เพราะมีระเบียบการประเมินผู้ตรวจการเลือกตั้งอยู่แล้ว ไม่ดีก็เปลี่ยนแปลงได้

ข้อแถลงของ กกต.และ กรธ.เป็นฐานความคิดที่สมควรต้องถูกไต่สวนสาธารณะ กลุ่ม สนช.ที่เข้าชื่อเป็นการรอนสิทธิหรือก้าวล่วงสิทธิของผู้ได้รับการประกาศชื่อผู้ตรวจการเลือกตั้งให้ได้รับความเสื่อมเสียต่อสังคม กลุ่ม สนช.ดังกล่าวจึงสมควรได้รับการกำราบจากผู้เสียหายทั้ง 616 คน