หากประเมินจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากประเมินจากท่าทีของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย เหมือนกับว่ากรณี “จาการ์ตา โพสต์”
ไม่มีความหมาย ไม่ส่งผลสะเทือน
เพราะว่าวาระของการดำรงตำแหน่งเป็นประธานอาเซียนนั้นดำเนินไปในลักษณะวงรอบตามตัวอักษร
เมื่อหมดจาก “สิงคโปร์” ก็มาถึง “ไทยแลนด์”
ณ วันนี้ ประธานอาเซียนยังเป็นของ นายลี เซียน หลุง นายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์อยู่ ต่อไปก็จะต้องเป็นของนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย
ฉะนั้น บทความของ “จาการ์ตา โพสต์” จึงแทบไม่ระคาย
“จะชี้แจงทำไม ชี้แจงอะไร ชี้แจงกับใคร ใครว่าอะไร คนที่ออกมาวิจารณ์นั้นคือใคร จาการ์ตาโพสต์คือใคร
จาการ์ตาโพสต์เป็นประเทศอินโดนีเซียหรืออย่างไร ประเทศอินโดนีเซียเป็นผู้พูดหรือ”
จึงถือได้ว่าเป็นท่าทีที่ถูกต้อง
กระนั้น หากถามว่าทำไมจึงได้มีบทความลักษณะนี้ปรากฏใน “จาการ์ตาโพสต์” คนเขียนและจาการ์ตาโพสต์ไม่รู้หรือว่าวาระของอาเซียนเป็นอย่างไร
แน่นอน นี่มิได้เป็นเรื่องของ “รัฐบาล”
ขณะเดียวกัน หากกล่าวตามหลักการ บทความนี้ก็ดำเนินไปในลักษณะของปัจเจก ไม่ว่าจะมองผ่านคนเขียน ไม่ว่าจะมองผ่านจาการ์ตาโพสต์
แต่นี่ก็คือ การหว่าน “เมล็ดพันธุ์”
ถ้าเป็นยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่แม้ หมอบรัดเลย์จะนำแท่นพิมพ์เข้ามาในบางกอกแล้ว แต่กว่าเรื่องซึ่งเกิดขึ้นในจาการ์ตาจะมาถึงก็เป็นเดือน
เพราะต้องโดยสารมากับเรือ
แต่นี่เป็นยุคแห่งโลกาภิวัตน์ เป็นโลกในยุคแห่งข่าวสารข้อมูลซึ่งโดยสารผ่านเครือข่ายดิจิทัลด้วยความรวดเร็วเกือบเท่ากับความเร็วของแสง
พาดหัวที่ “จาการ์ตา” จึงกระหึ่มมาถึง “กรุงเทพฯ”
ถามว่าจะสามารถปิดกั้นการเผยแพร่บทความของจาการ์ตาโพสต์ได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้ดีที่สุดว่าเป็นไปไม่ได้
พลันที่ “เนื้อความ” แพร่ออก นั่นหมายถึงแรงสะเทือน
หากไม่มีแรงสะเทือนจะมีการถามความเห็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ละหรือ หากไม่มีแรงสะเทือนจำเป็นอะไรที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะต้องออกมาแถลงตอบโต้
และรัฐมนตรีต่างประเทศมีความหงุดหงิด
ทั้งหมดนี้เท่ากับยืนยันว่า “เมล็ดพันธุ์” แห่งความกังขาซึ่งหว่านผ่านจาการ์ตาโพสต์แห่งอินโดนีเซียได้
แพร่เข้ามาในประเทศไทยแล้วอย่างบริบูรณ์
กลายเป็น “วาระ” กลายเป็น “ประเด็น”
และยิ่งไม่มีความแน่นอนในเรื่องโรดแมป “เลือกตั้ง” ยิ่ง สนช.ทำท่าว่าอาจจะมีการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ขึ้นมาอีก ยิ่งเหมือนกับโหมกระพือ
“เมล็ดพันธุ์” นี้ก็ยิ่งจะแพร่ออกไป
อย่าว่าแต่การเมืองไทยในยุคหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เลย แม้กระทั่งหากจะเทียบกับ
ยุคหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
ก็แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
ที่แน่นอนอย่างที่สุดก็คือ ความยุ่งยากในการสกัดกั้นหรือปิดบังข่าวสารเป็นไปได้ด้วยความลำบากเป็นอย่างสูง ไม่ว่าจะมีอำนาจในมือเพียงใดก็ตาม
นี่คือความย้อนแย้งที่ดำรงอยู่ใน “อาเซียน” และ “สังคมโลก”

