เหมือนกับการตัดสินใจถอนตัวจากการเข้าชิงตำแหน่งหัวหน้า พรรครวมพลังประชาชาติไทยของ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ดำเนินไปในเชิง “ยุทธวิธี”
แต่หากใครอ่าน”คำชี้แจง”ของ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ โดยละเอียดก็จะต้องยอมรับว่า
นี่คือ การตัดสินใจในเชิง “ยุทธศาสตร์”
“พญาครุฑอีก 1 คนผู้เป็นคนเก่ง คนดี คนกล้า ผู้ช่ำชองการบริหารราชการแผ่นดินอย่างยิ่งได้โผบินเข้าสู่เวทีการเมือง มีสังกัด มีกำลังหนุนแล้ว
คนอย่าง”หม่อมเต่า”นั้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในทุกแบบ ทุกสถานการณ์ ครบเครื่อง”
ประโยคหลังต่างหากที่มากด้วยความแหลมคม
จึงประจักษ์มากยิ่งขึ้นเป็นลำดับว่า การขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นหัว หน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ ม.ร.ว.จตุมงคล โสณกุล มิได้เป็นเรื่องชั่วคราว มิได้เป็นเรื่องบังเอิญ
หากแต่นี่คือ การเสนอ”แคนดิเดต”ที่โดดเด่น เหมาะสมอย่าง ยิ่งสำหรับสังคมไทย
โดดเด่นจาก เคมบริดจ์ ฮาร์วาร์ด
เหมาะสมไม่เพียงเพราะเคยเป็นปลัดกระทรวงการคลัง ไม่เพียงเพราะเคยเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
นี่ไม่เพียงแต่ส่งผลสะเทือนต่ออดีตนายกรัฐมนตรีบางคนในพรรคที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยเป็นเลขาธิการพรรคมาก่อนเท่านั้น
หากแต่ยังส่งผลสะเทือนต่อผู้ทำรัฐประหารบางคนที่จ้องมองไปยังตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2562 อีกด้วย
เป็นผลจาก”กระสุน”ในทางยุทธศาสตร์ชื่อ “หม่อมเต่า”
อย่างน้อยที่สุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เคย”ปั้น”นายกรัฐมนตรีมาแล้วหนหนึ่งเมื่อปี 2551
แม้ว่าจะไม่ชนะการเลือกตั้งก็ตาม
มาหนนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จับมือกับ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ปั้น ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เข้าชิงตำแหน่ง”นายกรัฐมนตรี”โดยผ่านพรรครวมพลังประชาชาติไทย
นี่คือ ตัวแปรอันทรงความหมายยิ่งหลัง”การเลือกตั้ง”
เป็น “ตัวแปร” ที่กำลังส่ง “แรงสะเทือน”อย่างกว้างไกล

