ไม่เหนือความคาดหมายมากนัก สำหรับการจัดทำบัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2561 ในปีนี้มีนายทหารระดับสูงแต่ละเหล่าทัพเกษียณอายุราชการ ประกอบด้วย พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.), พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.), พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ทำให้ตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพว่างลงยกแผง ตามมาด้วยการคาดหมายว่าบิ๊กทหารคนใดจะมานั่งตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพที่ว่างลง
เริ่มที่ตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กณัฐ” พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ รองปลัดกระทรวงกลาโหม (ตท.20) ขยับขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม
ขณะที่กองบัญชาการกองทัพไทย “บิ๊กกบ” พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี เสนาธิการทหาร (ตท.18 ) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทสส.
ส่วนกองทัพเรือ “บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ รอง ผบ.ทร.(ตท.18) ขยับขึ้นเป็น ผบ.ทร. และกองทัพอากาศ “บิ๊กต่าย” พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้ช่วย ผบ.ทอ. (ตท.18) ขึ้นเป็น ผบ.ทอ.
สำหรับกองทัพบก รายชื่อนายทหารระดับ 5 เสือกองทัพบกเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดย “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ.(ตท.20) ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ตามคาด ไม่เปลี่ยนแปลง
ขยับเอา “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก (ตท.20) ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก พร้อมดัน “บิ๊กตู่” พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.20) และ “บิ๊กตี้” พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.18) ขึ้นมาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.ด้วยกันทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม บัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารทั้งหมดจะได้ข้อสรุปลงตัวภายในสิ้นเดือนสิงหาคม ก่อนส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.นำขึ้นโปรดเกล้าฯ ในขั้นตอนต่อไป
การโยกย้ายทหาร การเมืองในกองทัพ และการเมืองภายนอกเชื่อมโยงกันอย่างไร ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิจัยด้านยุทธศาสตร์เอเชียอาคเนย์ประจำ EastWest Institute หรือ EWI New York ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งตามโรดแมปที่ คสช.กำหนดไว้ จะเลือกได้ต่อเมื่อชนชั้นนำทหารมีความมั่นใจว่าไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง มีความขัดแย้งกันอีก
และเป็นการเลือกตั้งที่ชนชั้นนำและทหารสามารถคุมเสถียรภาพทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งได้
“การเมืองหลังการเลือกตั้งจะมีลักษณะสูตรประชาธิปไตยไม่เต็มใบ คล้ายกับสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยมีกองทัพคุมฐานอำนาจทางการเมือง และจะนำมาซึ่งความรู้สึก จากพรรค กลุ่มการเมืองที่อยากจะเห็นความเป็นประชาธิปไตยเต็มใบไม่ใช่ครึ่งใบ หรือระบบผสม”
ดร.ดุลยภาควิเคราะห์ว่า หลังจากนี้ ชนชั้นนำ ทหาร และ คสช.จะดูตัวแบบที่น่าจะเทียบเคียงเป็นประโยชน์ ทั้งโมเดลสฤษดิ์ เปรม และตัวแบบอินโดนีเซีย และเมียนมา และปัญหาเอกภาพภายในชาติ กับการพัฒนาประชาธิปไตย จะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต คสช.ถึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมา
“ผมจึงคิดว่ามันจะมีลักษณะระหว่างเป็นประชาธิปไตยผสมกับระบบอำนาจนิยม เป็นการรอมชอมกันระหว่างพลังอนุรักษนิยมกับกระแสการพัฒนาประชาธิปไตย มันจึงเป็นระบบสีเทาที่ไม่ดำมากไป ไม่ขาวมาก เป็นเผด็จการจำแลงในคราบประชาธิปไตยนั่นเอง” ดร.ดุลยภาควิเคราะห์
ดร.ดุลยภาคชี้ว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นับเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ คสช. จะมีคนเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่รัฐบาลอื่นทำไม่ได้มาก่อน
เป็นการทำฐานที่เข้มแข็ง ตามมุมคิดของพวกเขา ในที่นี้ขอตั้งข้อสังเกตว่านักการทหารในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาหรือรัสเซีย จะพูดถึง “มหายุทธศาสตร์” ที่วางแผนให้ประเทศเป็นมหาอำนาจการเมืองโลก ขณะที่ประเทศไทยเป็นชาติกลางๆ ไปทางเล็กเราไม่มีมหายุทธศาสตร์อย่างชาติมหาอำนาจ แต่ คสช.สร้างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีขึ้นมา คิดว่าเป็นการกำหนดกรอบความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจภายในควบคู่กับการแสดงอำนาจไปด้วย
“กรอบยุทธศาสตร์ชาติจะวางแนวทางการพัฒนาทั้งด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ด้านบริหารรัฐกิจ โดยมีชนชั้นนำทหารเป็นแกนหลักทรงอำนาจอยู่ในคณะกรรมการ คิดว่าพวก ผบ.เหล่าทัพ จะมากำหนดทิศทางความมั่นคงของประเทศ พวกเขาจะคุ้นชินกับภัยคุกคามรูปแบบเก่าและใหม่ คนพวกนี้รู้การเปลี่ยนแปลงความมั่นคงโลกเสมอ แต่ก็ต้องพึ่งแทคโนแครต ในด้านที่พวกเขาไม่มีความถนัด” ดร.ดุลยภาคกล่าว
ท้ายที่สุดแล้ว มีความหวังอย่างไรต่อว่าที่ ผบ.เหล่าทัพ ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ผบ.เหล่าทัพ นอกจากเป็นนักยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง อีกด้านหนึ่งจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเปลี่ยนแปลงการเมือง
หลังจากนี้ต้องจัดวางสัมพันธภาพระหว่างทหารกับรัฐบาลพลเรือนให้พอเหมาะ หวังให้ทหารกลับเข้ากรมกองในเร็ววัน แต่ก็คงยากในระยะเปลี่ยนผ่านช่วงนี้
เพราะนับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา ทหารไทยไต่ระดับจากผู้ไกล่เกลี่ยมาเป็นผู้พิทักษ์รัฐในระยะสั้น จากนั้นมาเป็นผู้ปกครอง และในปีหน้าหากมีการเลือกตั้งจะคลายตัวจากผู้ปกครองมาเป็นผู้พิทักษ์รัฐในระยะเปลี่ยนผ่าน
ดังนั้น รัฐบาลพลเรือนในอนาคตและภาคประชาชนควรจะวางสัมพันธภาพกับกองทัพด้วย จะทำอย่างไร หาจุดสมดุลกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามายุ่งกับการเมืองอีก
“ในภูมิภาคเรามีบทเรียนมาแล้ว เช่น อินโดนีเซียที่ทหารยอมกลับกรมกองไม่ยุ่งกับการเมือง ส่วนในพม่า ทหารยอมคลายอำนาจตนเองบ้าง แต่ยังลุ้นๆ อยู่ว่าจะลดบทบาทลงจริงหรือไม่ ส่วนบทบาททหารไทย จะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไปหลังการเลือกตั้ง” ดร.ดุลยภาคทิ้งท้าย
ทหารไทยจะเดินตามบทเรียนเพื่อนบ้านในภูมิภาค หรือสร้างแบบของตนเองขึ้นมาใหม่ คือคำถามที่ท้าทายให้ติดตามด้วยความระทึก

