หมายเหตุ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ระบุถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ระหว่างลงพื้นที่ติดตามตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำที่มาจากเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ส่วนนายประเสริฐ อินทับผอ.เขื่อนศรีนครินทร์ และนายไววิทย์ แสงพานิชย์ ผอ.เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ต่างกล่าวถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จ.เพชรบุรี วันนี้มาให้กำลังใจ เมื่อเห็นรอยยิ้มอยู่ก็ดีแล้ว สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ไม่ได้หนักหนาสาหัสมากนัก อยากฝากสื่อมวลชน 2 เรื่อง ว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงขนาดนั้น แน่นอนมันต้องมีการท่วมขังบ้าง แต่ข้อสำคัญคือเราจะมีมาตรการและเตรียมการอย่างไร สิ่งที่ทำวันนี้คือการป้องกันการเก็บกักน้ำ เพื่อใช้ไปถึงหน้าแล้งด้วย เพราะว่าการระบายน้ำหมดมันถือว่าไม่ใช่ นี่จึงเรียกว่าการบริการจัดการน้ำและทำอย่างไรจะมีน้ำเก็บไว้หน้าแล้ง ทำอย่างไรจะบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนให้ดีที่สุดและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด นอกเหนือจากการบริหารจัดการน้ำ ก็จะเป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงขอให้ทุกคนระมัดระวังการเสนอข่าว เพราะไม่สามารถห้ามสื่อมวลชนได้ แต่อย่าทำให้สถานการณ์มันดูหนักมากเกินไป เราจะแก้ไขให้ดีที่สุดและต้องใช้เวลา ที่พูดแบบนี้เพราะสื่อมวลชนรออยู่ข้างนอกจำนวนมาก
ขอมอบนโยบายให้ส่วนราชการ หน่วยงานในท้องถิ่นทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงถึงสถานการณ์น้ำ พร้อมแจ้งเตือนเพื่อให้มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ ทั้งนี้ ต้องเตรียมมาตรการให้พร้อมไม่ว่าจะเป็นแผนการอพยพ และการบริหารจัดการน้ำ พร้อมกับขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว ขอให้นำเสนอสถานการณ์น้ำตามข้อเท็จจริง อย่านำเสนอข่าวเกินความเป็นจริงเพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล ยืนยันว่ารัฐบาลและส่วนราชการมีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ รวมถึงแผนการอพยพประชาชนและสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่เสี่ยง ในส่วนของรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะยาว สำหรับโครงการขนาดเล็กขอให้คำนึงถึงประโยชน์และความคุ้มค่า รวมถึงทันต่อการใช้งานเป็นหลัก ในการดำเนินการ อย่าใช้งบประมาณในการดำเนินการสูงเกินไป แต่เบื้องต้นขอให้ช่วยกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน
ขอชื่นชมการทำงานในการแก้ไขปัญหาของส่วนราชการทั้งในส่วนท้องถิ่นและส่วนภูมิภาค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมกับฝากให้เปิดเผยข้อเท็จจริงสถานการณ์น้ำ รวมถึงสภาวการณ์ และแนวโน้มในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริง ให้มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ รวมถึงไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป และขอกำชับให้เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นลงพื้นที่ดูสถานการณ์จริง ให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที
อุทกภัยมีทั้งพื้นที่ภาคอีสาน และภาคใต้ก่อนหนักกว่านี้ เพราะในปลายฤดูฝนจะไปตกในภาคใต้ ที่ช่วงนี้ปริมาณน้ำมากเนื่องจากมรสุมได้เข้ามา แต่อย่าตื่นตระหนกตกใจตามข่าวจากโทรทัศน์ ขอให้ดูตามข้อเท็จจริง เพราะวันนี้หน่วยงานราชการได้พร่องน้ำไปแล้ว 42% จึงแก้ปัญหาได้ และยืนยันว่าสถานการณ์จะไม่หนัก เพราะได้เตรียมมาตรการไว้หมดแล้ว หากน้ำท่วมมากรัฐบาลมีมาตรการดูแลทั้งคน พืช สัตว์ และหากท่วมจริงก็คิดว่าคงจะท่วมไม่นาน ขออย่าได้ตื่นเต้นตกใจตามข่าว แต่ก็ขอให้เตรียมขนของไว้บนที่สูงด้วย เพื่อความพร้อมต่อสถานการณ์ในวันข้างหน้า
ทองเปลว กองจันทร์
อธิบดีกรมชลประทาน

สถานการณ์น้ำในเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ขณะนี้มีน้ำกว่า 730 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้น้ำล้นสปิลเวย์ สูงประมาณ 46 เซนติเมตร (ซม.) แต่จะไม่ส่งผลกระทบกับพื้นที่ท้ายเขื่อน ยกเว้นรีสอร์ตที่มีตลิ่งต่ำจะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง สำหรับเขื่อนเพชร ปริมาณน้ำท้ายเขื่อน 95 ลบ.ม.ต่อวินาที จะไม่ส่งผลต่อ อ.ท่ายาง และ อ.เมือง ที่มีคนบอกน้ำจะท่วมเมื่อคืน ยืนยันว่าในช่วงนี้ไม่มีผลกระทบ คาดว่า อ.เมือง จะได้รับผลกระทบประมาณวันที่ 12 สิงหาคม เนื่องจากน้ำจะผ่านเขื่อนเพชรปริมาณ 140-160 ลบ.ม.ต่อวินาที จะทำให้ อ.เมืองและ อ.บ้านแหลม มีปริมาณน้ำสูงขึ้น 20-50 ซม.ทางจังหวัดและหน่วยงานเกี่ยวจะป้องกันให้ดีที่สุด
จากสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องทำให้ยังคงมีปริมาณน้ำหลากไหลลงเขื่อนแก่งกระจาน ทำให้มีปริมาณน้ำไหลล้นทางระบายน้ำสูง 33 ซม. ลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำในเขื่อนแก่งกระจาน จะมีปริมาณน้ำล้นสปิลเวย์สูงสุดในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ โดยมีความสูงเหนือสปิลเวย์ประมาณ 0.65 เมตร มีอัตราการไหล 106 ลบ.ม.ต่อวินาที มีปริมาณน้ำไหลผ่าน river outlet + เครื่องสูบน้ำ + กาลักน้ำ รวม 110 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำไหลล้นข้ามสปิลเวย์ จะทำให้มีปริมาณน้ำผ่านท้ายเขื่อนแก่งกระจานสูงสุด 224 ลบ.ม.ต่อวินาที
ในส่วนการบริหารจัดการน้ำเขื่อนเพชร คาดการณ์ว่าจะมีน้ำไหลรวมหน้าเขื่อนเพชรสูงสุดปริมาณ 230-250 ลบ.ม.ต่อวินาที จะทำการหน่วงน้ำหน้าเขื่อนและตัดระบบชลประทานฝั่งซ้าย-ฝั่งขวา รวม 55 ลบ.ม.ต่อวินาที และผันน้ำเข้าคลองระบายน้ำ D9 อัตรา 35 ลบ.ม.ต่อวินาที รวม 90 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมทั้งระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเพชรในอัตรา 140-160 ลบ.ม.ต่อวินาที จะทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่าน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด โดยไม่มีผลกระทบ และเมื่อไหลผ่านเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรีจะทำให้มีน้ำเอ่อท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งและพื้นที่ชุมชน สูงเฉลี่ยประมาณ 30-50 ซม. ระยะเวลาท่วมขังไม่เกิน 10 วัน หากไม่มีปัจจัยอื่นๆ มาเสริม
ส่วนการเตรียมการช่วยเหลือและเร่งระบายน้ำในพื้นที่จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยงที่อาจจะมีน้ำเอ่อเข้าท่วมพื้นที่และชุมชน จำนวน 31 เครื่อง พร้อมกับติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำในจุดที่มีการระบายน้ำได้ช้า จำนวน 38 เครื่อง และเตรียมพร้อมยานพาหนะและเครื่องจักรกล เช่น รถขุดตัก จำนวน 20 คัน ประจำในพื้นที่เพื่อขุดเปิดทางน้ำ ทั้งนี้ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ได้แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งและคลื่นลมแรง พื้นที่จังหวัดเพชรบุรีที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณแม่น้ำเพชรบุรีตั้งแต่พื้นที่ท้ายเขื่อนแก่งกระจานจนถึงเขื่อนเพชรแล้ว
ประเสริฐ อินทับ
ผอ.เขื่อนศรีนครินทร์

ได้สั่งการให้นายสุทิน ชูชาติ หัวหน้าแผนกบำรุงรักษาเขื่อนและอาคารโรงไฟฟ้า กองบำรุงรักษาโยธา เขื่อนศรีนครินทร์ เพิ่มความถี่ในการตรวจวัดเครื่องมือวัดทุกตัวและให้รายงานผลการตรวจวัดทุกวัน จึงได้นำเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ทำการตรวจสอบและตรวจวัดความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน หลังจากมีปริมาณน้ำไหลเข้ามาในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์มีมากถึง 87.09% โดยทำการตรวจวัดด้วยสายตาตลอดแนวสันเขื่อนทั้งด้านเหนือน้ำ ท้ายน้ำ และตรวจสอบด้วยเครื่องมือวัด ในอุโมงค์ตรวจสอบใต้ฐานเขื่อน ตัวสันเขื่อนและจุดวัดระดับน้ำใต้ดินด้านท้ายเขื่อน จากการตรวจสอบพบว่าตัวชี้วัดทุกตัวยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีแนวโน้มหรือบ่งชี้ว่ามีสิ่งผิดปกติแต่ประการใด เขื่อนยังมีความแข็งแรง มั่นคง ปลอดภัย
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ปัจจุบัน (วันที่ 8 สิงหาคม เวลา 07.00 น.) อยู่ที่ระดับ 174.30 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นปริมาณน้ำ 15,453.63 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 87.09% โดยวันนี้มีแผนการระบายน้ำ 20 ล้าน ลบ.ม.
และด้านสถานการณ์น้ำในปัจจุบันที่ประเทศไทยยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง กับมีฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงในจังหวัดกาญจนบุรี โดยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม มีน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 41.84 ล้าน ลบ.ม. และได้ระบายน้ำออกตามแผนการระบายน้ำ 21.70 ล้าน ลบ.ม. ยังมีพื้นที่รับน้ำได้อีก 2,302.90 ล้าน ลบ.ม. ทำให้มั่นใจได้ว่าอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีก โดยไม่เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและปลอดภัยของตัวเขื่อน รวมไปถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชนด้านท้ายน้ำ
เขื่อนศรีนครินทร์ได้มีการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานสากล มีเจ้าหน้าที่คอยติดตามและตรวจสอบเขื่อนเป็นประจำทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุก 3 เดือน ด้วยเครื่องมือตรวจวัดที่ทันสมัย และทุกๆ 2 ปี จะมีการตรวจสอบประเมินความปลอดภัยเขื่อน ตามมาตรฐานเขื่อนใหญ่โลก (ICOLD) โดยคณะกรรมการตรวจประเมินความปลอดภัยของเขื่อน
และสืบเนื่องจากสถานการณ์น้ำในช่วงนี้ที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง จึงได้เพิ่มการตรวจสอบเขื่อนให้มีความถี่มากขึ้นกว่าเดิม เช่น การตรวจอัตราการซึมของน้ำผ่านตัวเขื่อน การตรวจวัดระดับน้ำในหลุมวัดน้ำ เดิมตรวจสอบสัปดาห์ละครั้ง เป็นตรวจสอบทุกวัน ส่วนการตรวจสอบ การทรุดตัวและเคลื่อนตัวของเขื่อน จากเดิมไตรมาสละครั้ง เป็นเดือนละครั้ง จึงขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนศรีนครินทร์
ไววิทย์ แสงพานิชย์
ผอ.เขื่อนวชิราลงกรณ

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ มีความจุอ่าง 8,860 ล้าน ลบ.ม. ที่ระดับ 155 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยข้อมูล ณ วันที่ 8 สิงหาคม เวลา 07.00 น. มีปริมาณน้ำในเขื่อน 7,522 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 85% คณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีมติให้เร่งพร่องน้ำออกไป เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนนี้ จึงมีมติปรับแผนการระบายน้ำ วันที่ 6-12 สิงหาคม ระบายน้ำเฉลี่ย 43 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม มีน้ำไหลเข้าอ่าง 68.21 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 39.25 ล้าน ลบ.ม. เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม มีน้ำไหลเข้าอ่าง 70.01 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 40.98 ล้าน ลบ.ม. และเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม มีน้ำไหลเข้าอ่าง 66.80 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 41.26 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณยังสามารถรับน้ำได้อีก 1,338 ล้าน ลบ.ม. และได้ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยมีการบริหารจัดการน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้
ด้านความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนวชิราลงกรณ มีการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานสากลโดยมีหน่วยงานด้านบำรุงรักษาเขื่อนทำการตรวจสอบเขื่อนเป็นประจำทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี และโดยคณะกรรมการตรวจประเมินความปลอดภัยเขื่อนทุกๆ 2 ปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบกับตัวเขื่อน เช่น ฝนตกหนัก ระดับน้ำในเขื่อนมากกว่า 80% หรือมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเขื่อนด้วยเครื่องมือวัดที่ติดตั้งไว้ภายในตัวเขื่อนและบริเวณใกล้เคียงทันที เพื่อรายงานและวิเคราะห์ผลทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นจึงขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน

