เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ผศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่จาการ์ตาโพสต์คัดค้านการที่ไทยจะขึ้นสู่ตำแหน่งประธานอาเซียนในปีหน้าว่า ตามหลักประเพณีการเมืองระหว่างประเทศของอาเซียนตำแหน่งประธานใช้หลักหมุนเวียน คุณสมบัติผู้นำของรัฐที่เป็นประชาธิปไตยจึงไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ เพราะอย่างลาว เวียดนาม หรือบรูไน ซึ่งเป็นประเทศในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ผงาดขึ้นมาเป็นประธานอาเซียนหมุนเวียน แต่มีบางสถานการณ์เช่นเมียนมาที่เคยใช้ระบอบอำนาจนิยมทหารถูกกดดันจากตะวันตกไม่ให้ขึ้นแท่น แต่พอมีประชาธิปไตยก็ได้รับเสียงเฮให้ดำรงตำแหน่งหรือมีบทบาทมากขึ้น
“ผมคิดว่าเป็นประเพณีการเมืองของอาเซียน ในการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคุณสมบัติของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้กำหนดทิศทางที่ชัดเจนนัก หรือมีแผนเลือกตั้งที่ขยับออกไป แต่หลักการหมุนเวียนประธานอาเซียนเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าผู้นำที่มาจากระบอบการเมืองไหนในอาเซียนก็สามารถดำรงตำแหน่งนี้ได้ ยังมีข้อพิจารณาอื่นๆ เช่นความพร้อมในการจัดประชุม ความสัมพันธ์ต่อเพื่อนบ้านมีพัฒนาการดีขึ้นไหม แม้เป็นระบอบที่ทหารกุมอำนาจ แต่ความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านและรัฐอื่นในอาเซียนเป็นแบบชื่นมื่นอยู่ในสภาวะปกติ กรณีที่เกิดขึ้นเป็นผลที่รัฐบาลไทยต้องยอมรับสภาพจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ได้สะเทือนมากมายต่อการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน”
ผศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวถึงกรณีตำแหน่งประธานอาเซียนของเมียนมาว่า เมียนมาถูกอาเซียนกดดันตั้งแต่ยุคเผด็จการทหาร แต่ได้เข้าเป็นรัฐสมาชิกอาเซียนพร้อมลาว ในปี 1997 ทั้งที่เป็นเผด็จการทหาร ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของนายพลขิ่นยุ้นต์ แต่หลังจากนั้นเมียนมามักถูกกีดกันจากชาติสมาชิกบางชาติว่ายังไม่มีการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยที่แท้จริง ต่อมาหลังการเปลี่ยนผ่านประเทศ การนั่งประธานอาเซียนของเมียนมาก็ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมเป็นรางวัลพิเศษ ถ้าเทียบกับไทยที่เป็นชาติสมาชิกเก่าแก่ในการเริ่มต้นก่อสร้างอาเซียนในปี 1967 แม้ว่าจะมีรัฐบาลพลเรือนหรือทหาร ไทยก็มีบทบาทแข็งขันในระบบการทูตในอาเซียน

“ตอนนี้แม้ว่าไทยจะถูกกระตุกกลับเข้าสุู่ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ถูกกดดันประณามจากเพื่อนบ้านในบางมิติ แต่ความสัมพันธ์ทางการทูตในประชาคมอาเซียนไม่ใช่แบบร้าวฉาน เรื่องระบอบการเมืองเมียนมาเอง แม้ผู้นำจะละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง มีการทำลายล้างชุมชนต่างชาติพันธุ์ แต่เมียนมามียุทธศาสตร์อื่นเช่นสานสัมพันธ์กับประเทศจีนหรืออินเดียที่เป็นประเทศประชาธิปไตยขนาดใหญ่จากจำนวนประชากรแต่ก็ต้องมาติดต่อเมียนมา ช่วงที่มีแรงกดดันจากอาเซียน ไทยมีนโยบายการพัวพันเชิงสร้างสรรต์ที่นายกฯทักษิณชื่่นชอบ คือการเข้าไปสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารที่เน้นการค้าทางการลงทุน จนท่านสุรินทร์ พิศสุวรรณ มีความตั้งใจเรื่องการพัวพันเชิงยืดหยุ่นว่าถ้าละเมิดสิทธิมนุษยชนจนกระทบเพื่อนบ้านแล้วอาเซียนสามารถเข้าไปพัวพันได้ กรณีรัฐไทยไม่ได้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนมีคลื่นอพยพจำนวนมากไหลเข้าประเทศเพื่อนบ้านต่างจากเมียนมา เมื่อไม่กระทบอธิปไตยเพื่อนบ้าน แรงกดดันก็ไม่ค่อยมีอานุภาพเท่าไหร่ แม้จนที่สุดก็ยังกดดันเมียนมาไม่ได้ เพราะการตัดสินใจเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นเมื่อชนชั้นนำทหารเลือกเวลาที่เหมาะสมเอง นี่คือความแตกต่างของประเพณีการทูตอาเซียนที่ยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายใน
“สถานการณ์ประชาธิปไตยในอาเซียน อินโดนีเซียประสบความสำเร็จเมื่อทหารเข้ากรมกอง แต่รัฐอื่นอาจไม่ใช่ ลาว เวียดนาม บรูไน ยังเป็นอำนาจนิยม เมียนมายังกึ่งอำนาจนิยม-ประชาธิปไตย ท่าทีของรัฐต่างๆที่มีต่อคุณประยุทธ์จึงอยู่ที่ยุทธศาสตร์การเมือง อินโดนีเซียอาจแข็งขันเป็นพิเศษ แต่ใช่ว่าอินโดนีเซียจะเห็นด้วยกับจาการ์ตาโพสต์ ขณะที่สังคมอินโดนีเซียมีการกระแสเรื่องการทำให้เป็นประชาธิปไตย กระทบไทยที่มีระบอบประชาธิปไตยดำรงอยู่ แต่ประเทศที่อยู่ระดับใกล้เคียงกับไทยจะไม่เห็นท่าทีนี้มาก ซึ่งมีปัจจัยอื่นตัดสิน ทั้งเรื่องสัมพันธภาพ เรื่องผลประโยชน์ ที่รัฐบาลประยุทธ์วางไว้ใช้ได้ทีเดียว ประเทศที่ควบคุมอำนาจปกครองเบ็ดเสร็จกว่าไทยเช่นลาวจึงไม่มีปัญหา
“ประเด็นในที่ประชุมอาเซียนเป็นไปตามสามเสาหลัก เศรษฐกิจ การเมืองความมั่นคง และวัฒนธรรม ซึ่งเสาการเมืองความมั่นคงจะเป็นเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศมากกว่า เรื่องภายในอาจวิพากษ์บ้าง แต่คาดการณ์ไม่ได้ว่าเรื่องการคัดค้านตำแหน่งประธานอาเซียนจะยกขึ้นมาเป็นประเด็นพิเศษแค่ไหน การตัดสินเรื่องตำแหน่งประธานอาเซียนอยู่ที่ความพร้อมของรัฐนั้นๆ ทั้งสถานที่ประชุม การธำรงบทบาทประสานไกล่เกลี่ย และไม่มีข้อพิพาทกับสมาชิก ช่วงเวลานี้คิดว่าไทยก็เหมาะสม เพราะไม่ได้มีข้อพิพาทที่โจ่งแจ้งรุนแรงกับเพื่อนสมาชิกอาเซียน สามารถดำรงสถานะที่ค่อนข้างเป็นกลางได้ นับจากนี้ต้องดูบทบาทความพร้อมของไทยในสามเสาหลักว่าตัวแทนไทยที่เข้าไปอยู่ในที่ประชุมอาเซียนยังแข็งขันไหม ซึ่งมีนักการทูตไทยเข้าไปสานบทบาทอยู่แล้วไม่ได้มีปัจจัยที่คุณประยุทธ์เท่านั้น ไทยมีความพร้อมบวกกับการเป็นสมาชิกก่อสร้างอาเซียนที่มีบทบาทแข็งขันสืบต่อเนื่อง”
กรณีที่จาการ์ตาโพสต์ระบุว่าอาเซียนกำลังอยู่ในกระแสความเป็นประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง ผศ.ดร.ดุลยภาคมองว่ากระแสประชาธิปไตยมีคลื่่นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้เผด็จการรู้จักคลายตัว แต่บางครั้งก็มีคลื่นโต้กลับเสมอ ประชาธิปไตยในกระแสโลกผ่านมา 3-4 ระลอกแล้ว ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พยายามหาสูตรลอมชอมขึ้นมา จะเห็นได้จากการชนะเลือกตั้งถล่มทลายของอองซาน ซูจี แต่ก็มีการกระตุกหรือมีกระแสขัดขวางกระแสการพัฒนาประชาธิปไตยในภูมิภาค เช่นในไทยจะเห็นการรัฐประหารของพล.อ.ประยุทธ์ ทหารก้าวมาเป็นผู้ปกครองรัฐแบบเต็มที่ แต่ทุกอย่างมีการคลายตัวได้ เหมือนที่ทางการไทยพยายามประกาศโรดแมปปรับบทบาทมาเป็นทหารยุคเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อคสช.มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง และสามารถคุมเกมได้
“เทรนด์การพัฒนาประชาธิปไตยในอุษาคเนย์บางประเทศไปได้สวย บางประเทศเป็นประชาธิปไตยมานานกว่าเพื่อนบ้านแต่มีคลื่นย้อนกลับ บางประเทศกระแสประชาธิปไตยแทบทำอะไรไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงในระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ คือลาวและเวียดนาม แม้ใช้เศรษฐกิจแบบทุนนิยมแต่ชนชั้นนำระดับสูงในพรรคยังคุมอยู่ ส่วนบรูไนและสิงคโปร์ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีของประชาธิปไตย แต่บรูไนเป็นรัฐสวัสดิการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี สิงคโปร์ก็เป็นอำนาจนิยมแต่เศรษฐกิจเจริญเติบโต มาเลเซียก็กึ่งอำนาจนิยม แต่การครองอำนาจชนชั้นนำบางส่วนได้เปลี่ยนไปอยู่กับฝ่ายค้าน กระแสประชาธิปไตยในอาเซียนดีขึ้นบ้างแต่ก็ต้องมีคลื่นย้อนกลับ และไม่ใช่ประชาธิปไตยเสรี เป็นระบอบผสมหรืออำนาจนิยมที่เน้นการเลือกตั้ง เช่นกัมพูชา ชนชั้นนำรัฐเหล่านี้หรือประชาชนกลุ่มใหญ่ที่ประชาธิปไตยเสรียังไม่แผ่ซ่านเขาไม่ตระหนักเรื่องพวกนี้มาก อาจมีปัญญาชนและสื่อมวลชนที่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของเสรีนิยมประชาธิปไตย เมื่อเทียบกับประชากรส่วนอื่นยังไม่เพียงพอที่จะดันไปสู่ประชาธิปไตยแบบความเร็วระดับสูง เมื่อเทรนด์การพัฒนาประชาธิปไตย ค่อนข้างก้าวหน้าแต่มีถอยหลัง หลายรัฐไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแท้จริง มองกลับมาการเมืองไทยไม่ได้ถูกต่อต้านกดดันมากจากสมาชิกอาเซียน จะมีบางประเทศเท่านั้น”

