หน้าแรก การเมือง โหมโรงประชามต...

โหมโรงประชามติ.. คำถามพ่วง…ระทึก ความเสี่ยงสูง

17.04.16 | 13:25 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ พ.ร.บ.ประชามติ ภายหลังจาก สนช.มีมติเห็นชอบ

หลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแล้ว กระบวนการจัดทำประชามติก็จะเริ่มต้น

เป็นการประชามติทั้งร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานร่างฯ และประชามติคำถามพ่วงที่่ สนช.นำเสนอ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนายมีชัยมี 279 มาตรา ส่วนคำถามพ่วงนั้นมี 1 คำถาม

นั่นคือ การให้รัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

Advertisement

รัฐสภาที่มีทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา 250 คน

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 300 คนที่มาจากการเลือกตั้ง

และสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา และคัดจากกลุ่มอาชีพ ซึ่งส่งให้ คสช. คัดเลือกรอบสุดท้าย

ทั้งหมดนี้คาดว่าจะมีคำตอบจากการประชามติ

รับหรือไม่รับ น่าจะรู้ได้ในวันที่ 7 สิงหาคม

 

หลังจากที่เป้าหมายการทำประชามติชัดเจน ทั้งร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงได้รับการถ่ายทอดสู่สาธารณะ

ได้ปรากฏกระแสของฝ่ายการเมือง และมวลชนการเมืองที่ชัดแจ้ง

ฝ่ายการเมืองมีความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง สรุปได้ว่า…

พรรคเพื่อไทย ไม่ยอมรับทั้งร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง โดยมีเหตุปัจจัยหลักคือ ทั้งร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงไม่เอื้อต่อประชาชนในการใช้อำนาจ

พรรคเพื่อไทยจึงมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่แม้จะไม่มีการประชุมพรรค แต่การออกมาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค รวมถึง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคนั้น

พอประเมินแนวคิดของพรรคจากแกนนำดังกล่าวได้ว่า… ไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วง

แต่ร่างรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ ระบุเพียงเห็นว่า ข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่ยังไม่ฟันธงว่ารับหรือไม่รับ

ส่วนพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก ปรากฏท่าทีของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาว่า น่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญ

น่าจะมีการเลือกตั้ง และคืนอำนาจให้แก่ประชาชน

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเองก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

กลายเป็นว่า พรรคใหญ่มองร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นลบ แต่พรรคเล็กมองร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นบวก

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะระบบการเลือกตั้ง ส.ส.ที่เปลี่ยนไป ทำให้พรรคเล็กมีโอกาสได้ ส.ส.เพิ่มขึ้น ส่วนพรรคใหญ่มีโอกาสได้ ส.ส.น้อยลง

สำหรับกลุ่มพลังมวลชน แม้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. จะนัดแถลงท่าทีอีกครั้ง แต่เท่าที่สดับฟังจากคนใกล้ชิดนายสุเทพก็พอคาดเดาได้ว่า กปปส.เองไม่ขัดข้องกับร่างรัฐธรมนูญ ฉบับมีชัยนี้

แตกต่างจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ที่ยืนยันชัดเจนว่า รับไม่ได้ !

จากท่าทีของพรรคการเมืองพอจำแนกได้ว่า คำถามพ่วงที่พรรคใหญ่ 2 พรรคคัดค้านร่วมกัน น่าจะยืนอยู่บนจุดที่เสี่ยงมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างน้อยจากข้อมูลการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 พบว่า เลือกตั้งปี 2554 จากจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง 46 ล้านคน มีผู้มาใช้สิทธิ 75.03 เปอร์เซ็นต์

คะแนนที่นับ พรรคเพื่อไทยได้ 48.41 เปอร์เซ็นต์ พรรคประชาธิปัตย์ได้ 35.15

รวม 2 พรรคได้ประมาณได้ 83 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น หาก 2 พรรคใหญ่ไม่เห็นด้วย

การโหวตประชามติในส่วนของคำถามพ่วงก็พบจุดเสี่ยง

เสี่ยงที่ 2 พรรคใหญ่เห็นพ้องว่า รับไม่ได้

ดังนั้น แม้ คสช.จะมั่นใจว่าผลการโหวตประชามติผ่านฉลุย แต่การประสานเสียง 2 พรรคใหญ่ไม่เอาคำถามพ่วงก็เขย่าโอกาสของการประชามติในส่วนของคำถามพ่วงมากพอสมควร

อย่างน้อย ณ เวลานี้ผลประชามติคำถามพ่วงก็เสี่ยงที่จะไม่ผ่านมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนายมีชัย

ทั้งนี้เพราะปัจจัยที่จะต้องผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีมากกว่า

ประการแรก หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน หมายความว่าการเลือกตั้่งอาจจะไม่เกิดขึ้น ขณะที่สถานการณ์ในปัจจุบัน เริ่มมีกระแสผลักดันให้เลือกตั้งกันแล้ว

อย่างน้อยกระแสจากพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กก็อยากเห็นการเลือกตั้ง

อย่างน้อยประชาชนอีกจำนวนหนึ่งก็ต้องการให้ประเทศไทยมีเลือกตั้ง

เพราะมีเลือกตั้งดีกว่าปล่อยให้ยึดอำนาจอย่างเช่นปัจจุบัน

ขณะที่คำถามพ่วงประชามตินั้น หากไม่ผ่านก็ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อการเลือกตั้ง

ผลกระทบอันเกิดจากคำถามพ่วงไม่ผ่านกลับไปตกอยู่ที่ สปท. ในฐานะผู้เสนอ สนช.ในฐานะผู้ตอบสนองข้อเสนอ

รวมไปถึง คสช. ในฐานะผู้สนับสนุนให้ ส.ว.มีอำนาจดังกล่าวด้วย

ประการที่สอง ในการประชามติ ประชาชนหลากชนชั้นย่อมมีทัศนคติและแนวทางการโหวตแตกต่างกันไป

สำหรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น กองเชียร์ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นกลาง และไม่ต้องการให้ ทักษิณ ชินวัตร หรือพรรคเพื่อไทยกลับมาเรืองอำนาจ

อาจจะเห็นด้วยกับการโหวตผ่าน เพื่อให้มีการเลือกตั้ง โดยสกัดทักษิณ ชินวัตร

แต่จังหวะเดียวกัน กองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ก็คงไม่อยากให้ตัวแทนของประชาชนมีอำนาจน้อยกว่า คสช. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี

ชนชั้นกลางอาจมองว่า ข้อเสนอตามคำถามพ่วงนั้น… มันเกินไป

ดังนั้น โอกาสที่ประชาชนชนชั้นกลางจะปฏิเสธอำนาจของ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีจึงมีสูง

แค่โค้งแรกของการประชามติ ท่าทีของแต่ละพรรคแต่ละคนที่ประกาศออกมาก็พอจะแลเห็นความเป็นไปได้

ความเป็นไปได้ในการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

และความเป็นไปได้ในการประชามติคำถามพ่วง

และพบว่า กระแส ณ ปัจจุบัน คำถามพ่วงเริ่มมีความเสี่ยงสูง

เสี่ยงต่อการ “สอบตก” ประชามติ

ส่วนร่างรัฐธรรมนูญคงต้องรอลุ้นด้วยใจระทึก

รอวัดแรงดัน-แรงต้านที่กำลังสั่งสมพลังอยู่ในขณะนี้