เมื่อวันที่ 23 มกราคม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า จากการติดตามข่าว ป.ป.ช. ฟ้องเจ้าหน้าที่สรรพากรต่อศาลอาญาฐานความผิดมาตรา 157 กรณีไม่เรียกเก็บภาษีจากส่วนต่างที่ลูกของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซื้อหุ้นชินคอร์ปจากแอมเพิลริช จำนวน 329 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่ง ป.ป.ช. เห็นว่า เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรต้องเรียกเก็บภาษีแต่เมื่อกรมสรรพากรไม่ได้ดำเนินการจึงถือได้ว่ามีความผิดฐานละเว้นที่ต้องนำมาฟ้องต่อศาลอาญาตามคดีหมายเลขดำที่ อท 43/2559 ตามที่มีข่าวโดยทั่วไปแล้ว
นายเรืองไกรพบว่า มีกรณีที่คล้ายกันคือการซื้อหุ้น บมจ.แอสเซ็ท มิลเลี่ยน ในราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง ของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เช่นเดียวกัน โดยเห็นได้จากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่บิ๊กอ็อดยื่นไว้ต่อ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง สนช. เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557
นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8757/2558 วันที่ 26 กรกฎาคม 2558 มีข้อมูลที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วว่า พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง (ยศขณะนั้น) ได้ซื้อหุ้น บจก.แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จากจำเลยที่ 2 ในราคาเพียง 996,000 บาท ขณะที่ราคาที่แท้จริงคือ 101,996,000 บาท
กรณีดังกล่าวทำให้เกิดเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 จำนวน 101,000,000 บาท เช่นเดียวกัน ที่ต้องนำไปรวมเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในวันที่ 31 มีนาคม 2553 (ถ้าคิดอัตราภาษีร้อยละ 37ก็ควรมีเงินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกประมาณ 37 ล้านบาท โดยยังไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม)
นายเรืองไกรกล่าวว่า ดังนั้น จึงมีประเด็นตามมาว่า เมื่อ ป.ป.ช.ได้รับแบบแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แล้ว ได้ตรวจสอบประเด็นการเสียภาษีด้วยหรือไม่ และกรณีดังกล่าวเคยมีการตรวจสอบมาก่อนตั้งแต่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2557 หรือตำแหน่งอื่นที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เช่นเดียวกัน หรือไม่ จึงขอใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 เพื่อขอทราบว่า ป.ป.ช.ได้ดำเนินการตรวจสอบกรมสรรพากรว่ามีจัดเก็บภาษีแล้วหรือไม่ ถ้าไม่มีจะเป็นการละเว้นของใครหรือไม่ อย่างไร
นายเรืองไกรกล่าวทิ้งท้ายว่า จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ในวันจันทร์ที่ 25 มกราคม ศกนี้ โดยจะขอขอให้ ป.ป.ช. พิจารณาด้วยว่า กรณีการได้หุ้นราคาถูกของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามแนวตรวจสอบของ ป.ป.ช. ย่อมถือเป็นการได้รับผลประโยชน์อย่างอื่นในขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่เมื่อปี 2552 แล้ว ดังนั้น การรับผลประโยชน์ดังกล่าว ป.ป.ช.ได้พิจารณาเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 หรือไม่ จึงขอใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 เพื่อขอทราบว่า ป.ป.ช.ได้ดำเนินการตามมาตรา 103 หรือไม่ อย่างไร

