หมายเหตุ – นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และนายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมชี้แจงการบริหารจัดการแบบบูรณาการ แก้วิกฤตน้ำท่วมในห้วงฤดูฝน ปี 2561 ที่ทำเนียบรัฐบาล

สมเกียรติ ประจำวงษ์
เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
เรื่องของสถานการณ์น้ำที่ผ่านมาค่อนข้างรุนแรงและต่อเนื่อง เพื่อความกระจ่างนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤตชี้แจงข้อมูลข่าวสาร โดยเน้นย้ำการป้องกันมากกว่าแก้ไข ในการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม มีปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางสูงมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ถึง 60 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสานทำให้มีความกังวลว่าปริมาณน้ำที่มากจะส่งผลต่อน้ำหลาก และน้ำในเขื่อน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯจึงสั่งการให้ควบคุมการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์คือมีระดับน้ำ 80 เปอร์เซ็นต์ พร้อมตรวจสอบความปลอดภัยเขื่อน ขจัดสิ่งกีดขวาง จัดทำระบบระบายน้ำ
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมที่ผ่านมาปริมาณน้ำฝนค่อนข้างเยอะ มากสุดอยู่ในภาคใต้และภาคอีสาน โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม จากอิทธิพลของพายุเซินติญและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้น้ำในอ่างเก็บน้ำสูงขึ้น และเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทาง สทนช.จึงได้เสนอให้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวขึ้นมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม เพื่อกลั่นกรองข้อมูลและสั่งการทุกอย่าง เบื้องต้นได้กำหนดอ่างเก็บน้ำที่เข้าสู่ภาวะวิกฤตที่เฝ้าระวังเป็น 2 ประเภท คือ ตามเกณฑ์ควบคุม และตามปริมาณน้ำ พบว่าวันที่ 9 สิงหาคม อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ สูงถึง 18 แห่ง อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์กว่า 60 แห่ง นอกจากนี้ ยังได้กำหนดพื้นที่วิกฤตเป็น 2 พื้นที่ คือ พื้นที่ภาคอีสาน ริมชายขอบแม่น้ำโขง และด้านภาคตะวันตก เขื่อนแก่งกระจานที่น้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงต้องลงพื้นที่ทำแผนระบายน้ำให้ชัด
ขณะนี้เขื่อนที่อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังพิเศษมีทั้งหมด 4 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนน้ำอูน เนื่องจากกรมอุตุฯคาดการณ์ไว้ว่าฝนจะตกลงมาอีกในเดือนสิงหาคมและกันยายน ดังนั้นเขื่อนที่มีปริมาณน้ำระดับสูงจะต้องเร่งระบาย แต่ก็มีข้อจำกัดในการดึงน้ำออกจากเขื่อนต้องใช้ระบบพิเศษ การปล่อยน้ำต้องคำนึงถึงแม่น้ำ ลำน้ำด้านล่างต้องไม่ท่วม การพร่องน้ำตั้งแต่ต้นฤดูกาลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
นายกฯมอบหมายให้ สทนช.บูรณาการ ดูแลแผนระบายน้ำต่างๆ ที่ต้องปรับเปลี่ยนตามการคาดการณ์ของกรมอุตุฯ และจากคำพยากรณ์ โดยหลังจากวันที่ 20 สิงหาคมเป็นต้นไป พื้นที่ภาคอีสานจะต้องเฝ้าระวัง และเร่งระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณมาก อาจจะกระทบกับประชาชนบ้าง จึงต้องมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ขณะนี้แผนการบริหารจัดการอยู่ในการดูแลของจังหวัดเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีวันแมป (One Map) สำหรับดูการระบายน้ำว่าไหลไปไหน รวมถึงจุดช่วยเหลือ ส่วนของพื้นที่เฝ้าระวังเดือนสิงหาคม คือ พื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันตก เดือนกันยายน คือ พื้นที่ภาคกลาง เดือนตุลาคม คือ พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และจากนั้นจะเฝ้าระวังในส่วนของภาคใต้ ส่วนระบบระบายน้ำทุกแห่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ชยพล ธิติศักดิ์
อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
ปภ.ในฐานะหน่วยงานกลางได้ประสานเรื่องความช่วยเหลือไปยังทุกพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมทั้งกำลังคนและเครื่องจักรซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วทุกศูนย์เขตจำนวน 18 เขตทั่วประเทศ รวมถึงประสานงานกับเหล่าทัพที่มีกำลังพลมหาศาล และประจำอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ดังนั้นหากเกิดเหตุในพื้นที่ใด กำลังพลเหล่านี้จะลงไปในพื้นที่พร้อมช่วยเหลือประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของ ปภ.ทันที
โดยเร่งรัดผ่านทุกช่องทางทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น ช่องทางออนไลน์ วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว อาสาสมัครในพื้นที่ กำนันผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วทั่วถึง และรู้ว่าต้องปฏิบัติตนเช่นไรเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ส่วนการทำงานระดับจังหวัด จะมีศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ รวมถึงตั้งศูนย์อำนวยการขึ้น พร้อมติดตามสถานการณ์ แบ่งคณะทำงานเป็นภาคส่วนแล้วแต่พื้นที่และความสลับซ้ำซ้อนของภัยพิบัตินั้นๆ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์ หากประเมินพบว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงจะสั่งการให้อพยพประชาชนไปสู่ที่ปลอดภัย
กรณีที่สถานการณ์กระทบเป็นวงกว้างกินพื้นที่หลายจังหวัด ปภ.จะยกสถานการณ์เป็นระดับสาม โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ส่วนแผนการเผชิญเหตุของพื้นที่จะยึดตามแผนของ ปภ. รวมถึงมีแผนในระดับจังหวัดและแผนปฏิบัติการของท้องถิ่น มีมาตรการเผชิญภาวะฉุกเฉินที่แบ่งผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน

วันชัย ศักดิ์อุดมไชย
อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา
ฤดูฝนของประเทศไทยปีนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมามี 2 ตัวการหลักที่ทำให้เกิดฝน คือ
ร่องมรสุมหรือร่องฝนที่พาดผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคเหนือ ทำให้เกิดฝนตกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมถึงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) และ 2.ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หรือลมประจำฤดู ทำให้เกิดฝนตกในซีกตะวันตกของประเทศไทยปัญหา โดยเฉพาะแนวพรมแดนไทย-เมียนมา เช่น อ.แม่สอด จ.ตาก และจ.กาญจนบุรี และภาคใต้ เช่น จ.ระนอง จ.ชุมพร ส่วนปัจจัยอื่น เช่น พายุนั้น ตั้งแต่ต้นปียังไม่มีพายุเข้ามาในประเทศไทย พายุที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกขณะนี้ต่างเคลื่อนขึ้นไปทางเหนือ ไม่มีทิศทางที่มุ่งเข้าสู่ประเทศ จึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกตามข่าวลือ อีกตัวหนึ่งคือหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณใกล้ประเทศฟิลิปปินส์ ในอนาคตคาดว่าจะเคลื่อนตัวไปที่เกาะไหหลำ ส่งผลดีคือจะดึงร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคอีสานและภาคเหนือขยับสูงขึ้นไปพาดผ่านประเทศลาวและเมียนมา ทำให้ในสัปดาห์นี้ฝนในประเทศไทยจะลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าปลายเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ร่องมรสุมจะลงมาพาดผ่านประเทศไทย เริ่มที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางในช่วงกลางเดือนกันยายน ฝนในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นจึงต้องเตรียมการรับมือปริมาณน้ำฝนในช่วงดังกล่าว ส่วนในเดือนตุลาคมร่องมรสุมจะไปสู่ภาคใต้ ฝนในภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคกลางจะลดลงไป และสิ้นสุดฤดูฝนประมาณกลางเดือนตุลาคม ดังนั้นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังคือปลายเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ส่วนลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ยังมีความแรง ทำให้ซีกตะวันตกของประเทศไทยยังเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง รวมถึงภาคกลางที่จะมีฝนเพิ่มขึ้นเพราะร่องมรสุมด้วย ส่วนภาคเหนือลงมาถึงภาคกลางบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่มีปัญหา เนื่องจากมีปริมาณน้ำฝนน้อยในช่วงนี้
ส่วนพายุที่คาดว่าจะเข้ามาในประเทศจำนวน 1-2 ลูก เป็นห่วงในช่วงเดือนกันยายน เพราะจะเข้ามาทางภาคอีสาน อย่างไรก็ตาม ข้อดีคือจะมีประเทศลาวและเวียดนามเป็นกำบัง ทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับความเสียหายเรื่องลมพายุแรงมากนัก แต่จะมีปัญหาเรื่องฝนเมื่อพายุอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชั่นแล้ว ทั้งนี้ ยังไม่ทราบว่าพายุจะขึ้นที่จุดใด แต่คาดว่า 2 จุดใหญ่ที่จะได้รับผลกระทบคืออีสานตอนบน เช่น จ.สกลนคร กับอีสานตอนล่าง เช่น จ.อุบลราชธานี แต่หลังจากกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ฤดูฝนทางตอนบนของประเทศจะหมดไป และจะไปเริ่มฤดูฝนในที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก โดยคาดการณ์ว่าฝนในภาคใต้จะสิ้นสุดที่กลางเดือนธันวาคม
คาดว่าปลายปี 2561 อาจมีปรากฏการณ์เอลนิโญซึ่งส่งผลให้ปริมาณฝนน้อย ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไปปริมาณฝนในประเทศไทยตอนบนจะน้อยลงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เอลนิโญจะไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้ประเทศไทยประสบภัยแล้งในปี 2562 เนื่องจากยังมีปริมาณน้ำในเขื่อนอย่างเพียงพอ

ทองเปลว กองจันทร์
อธิบดีกรมชลประทาน
ตั้งแต่เข้าสู่ฤดูฝนกรมชลประทานได้รับมอบหมายจาก สทนช.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นย้ำในเรื่องการบริหารจัดการและการดูแลเรื่องผลกระทบ ทั้งเรื่องพืชผลเกษตร ปศุสัตว์ การประมง ที่ได้รับผลกระทบจากพายุฝน และการระบายน้ำของเขื่อน โดยเริ่มจากการตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และเขื่อนเล็ก ขอให้สบายใจได้ว่าตั้งแต่สร้างเขื่อนได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีเครื่องตรวจวัดติดตั้งภายในตัวเขื่อน เพื่อวัดการเคลื่อนตัวของเขื่อนแต่ละห้วงเวลา โดยเฉพาะในฤดูฝน และการติดตามดูด้วยตาเปล่า ว่าทำนบของเขื่อนมีการกัดเซาะหรือไม่ ในเขื่อนขนาดกลางและเล็ก มีการดูแลและติดตามเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่มีเกณฑ์การควบคุมเกณฑ์ล่าง-เกณฑ์สูง คือหากปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์จะเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ และหากสูงกว่าเกณฑ์จะไม่มีช่องว่างในการรับน้ำหลากที่จะเข้ามา อย่างไรก็ตาม ก่อนต้นฤดูฝนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีปริมาณน้ำบางเขื่อนต้องระบายน้ำออกให้ได้ตามเกณฑ์
สำหรับพื้นที่ที่มีผลกระทบใน จ.เพชรบุรี ลุ่มน้ำเพชรบุรี มีเขื่อนที่สำคัญ 3 เขื่อน คือ เขื่อนห้วยแม่ประจัน มีปริมาณน้ำ 27 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนห้วยผากมีปริมาณน้ำ 52 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปริมาณน้ำจากเขื่อนดังกล่าวไม่มีผลกระทบมากเท่าปริมาณน้ำมาจากเขื่อนแก่งกระจาน ที่ความเป็นจริงปริมาณน้ำใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ ทำให้เห็นได้ว่าการบริหารจัดการที่เขื่อนแก่งกระจานสอบผ่าน ส่วนเขื่อนเพชรเหมือนกำลังเข้าห้องสอบ จากวันที่ 10 -11 สิงหาคม การไหลเข้าเขื่อนจะใช้เวลา 15 ชม. เขื่อนเพชรจะควบคุมให้ปริมาณน้ำที่ผ่านมีผลกระทบกับอำเภอเมืองน้อยที่สุด โดยเช้าวันนี้ปริมาณน้ำที่ผ่านเขื่อนเพชร 120 ลบ.ม./วินาที ขณะที่ระดับน้ำตั้งแต่ อ.ท่าลาด ไปจนถึง อ.บ้านยาง ยังต่ำกว่าตลิ่ง
ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการเขื่อนเพชร คล้ายเขื่อนเจ้าพระยา คือใช้หน้าเขื่อนหน่วงน้ำหรือพักน้ำไว้ และกระจายออกสู่คลองส่งน้ำทั้งสองข้าง รวมแล้วสามารถตัดน้ำออกได้ 70 ลบ.ม./วินาที ยังเหลืออีก 20 ลบ.ม./วินาที จะตัดเข้าสู่คลอง D9 จะบริหารอย่างไรให้พื้นที่ลดลง ความสูงของน้ำไม่ถึง 30-50 ซม. และลดเวลาในการท่วมให้น้อยกว่า 7-10 วัน เป็นสิ่งที่หน่วยงานพยายามทำไม่ให้กระทบกับประชาชน และเชื่อว่าสถานการณ์น้ำจะไม่เกินที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม เขื่อนแก่งกระจานยังต้องระบายอีกเป็นเดือน เพื่อรับน้ำในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

