เมื่อวันที่ 17 เมษายน นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) คนที่หนึ่ง กล่าวว่า กรณีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้มีสิทธิออกเสียงตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปี2550 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญให้ผู้มีสิทธิอิกเสียงเกิดความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่มีถึง 279 มาตราเพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญแม้เพียงฉบับเดียวก็เป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้ว ฉะนั้นแต่ละฝ่ายทั้งที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย จึงควรเสนอประเด็นข้อดีข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญว่า ควรจะรับหรือไม่รับด้วยเหตุด้วยผลด้วยข้อเท็จจริง ถึงจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยให้ประชาชนเห็นมุมคิดหลายๆด้านที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการออกเสียงประชามติทั้งในอดีตและปัจจุบันกำหนดให้พิจารณารัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว ดังนั้นการจะให้มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาเป็นทางเลือก หรือเปรียบเทียบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั้นจะทำให้เกิดความสับสนและเพิ่มความยากในการทำความเข้าใจมากขึ้น และยังไม่สอดคล้องต่อข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รวมทั้งพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
“ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเพราะในช่วงการไตร่ตรองว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประชาชนจะคิดเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญที่ตนเองชื่นชอบ บางคนนิยมรัฐธรรมนูญปี2540 หรือปี2521 บางคนชอบรัฐธรรรมนูญปี2550 หรือปี2517การตีกรอบเพียงรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งเป็นคู่เทียบหรือแทนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย หรือข้อเสนอจะให้ผสมผสานรัฐธรรมนูญหลายฉบับเป็นทางเลือกโดยยังไม่ตกผลึกว่าจะมีรูปโฉมเป็นอย่างไร ถือเป็นข้อเสนอที่เลื่อนลอยยากจะเป็นไปได้ภายในเวลาที่เหลืออยู่ก่อนการออกเสียงประชามติ ผมคิดว่าเรากำลังเดินทางสู่การมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งภายในปีหน้าตามโรดแมป ดังนั้นก็ควรให้เป็นไปตามขั้นตอน และกรอบเวลาดังกล่าว โดยโฟกัสการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยและคำถามพ่วงประชามติให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า มีจุดดีจุดด้อยอะไรบ้างก่อนตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ ไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร ล้วนมีทางเดินทางออกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน” นายอลงกรณ์ กล่าว

