หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการ นักการเมือง องค์กรภาคเอกชน กรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 36 คน เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 เพื่อยกเลิกผู้ตรวจการเลือกตั้ง ที่ กกต.ได้คัดเลือกไปแล้ว โดยมีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง ตัดสัดส่วนของผู้แทนสภาองค์กรชุมชนออก และเพิ่มเป็นสัดส่วนของภาครัฐแทน จะมีผลให้ได้ผู้ตรวจการเลือกตั้งที่เป็นกลางทางการเมืองหรือไม่
ทรงศักดิ์ ทองศรี
รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
กรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้าชื่อขอแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ไม่อยากสนใจร่างดังกล่าวเลย เพราะกฎหมายดังกล่าวออกโดย สนช.ประกาศแล้ว แต่ก็ถือว่ายังไม่ได้ใช้เนื่องจากยังไม่ผ่านการเลือกตั้งเลย และผู้ตรวจการเลือกตั้งที่อยู่ในเงื่อนไขของกฎหมายก็ยังไม่ได้ใช้เลย
คนที่เลือกมา 616 คน มีผลกระทบต่อการเลือกตั้งอย่างไร ไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรมอย่างไร ไม่เป็นที่ยอมรับอย่างไร ยังไม่มีเลย แล้วถามว่าวันนี้จะมาแก้กฎหมาย กฎหมายนี้ใครเป็นคนร่าง ผมว่าเหมือนคนไม่รู้จะทำอะไร ทำเองแก้เอง แล้วสุดท้ายที่จะต้องแก้กฎหมายด้วยตัวเอง ทำไมไม่ทำให้ดีตั้งแต่แรก
เท่าที่ได้ติดตามร่างกฎหมายที่ สนช.เสนอแก้ไขมาเบื้องต้น เห็นว่ามีการแก้ไขคณะกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งนั้น อยากถามว่าที่คัดเลือกเดิมมีปัญหาอะไรทำไมต้องแก้ หรือว่าผู้ตรวจการชุดนี้ เมื่อถึงการเลือกตั้งจะไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรมใช่หรือไม่ถึงต้องแก้ไขคุณสมบัติของคณะกรรมการคัดเลือก อีกทั้งคนเหล่านี้ยังไม่ได้ทำงาน แล้วไปตีความว่าคนเหล่านี้จะต้องมีปัญหา จะต้องแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และถ้ากฎหมายแก้ไขแล้ว ว่าที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งทั้ง 616 คน มีส่วนใดที่ชี้ชัดว่าไม่เหมาะสมเป็นผู้ตรวจการการเลือกตั้ง
คนเราอย่าไปออกกติกากำหนดตัวบุคคลจนเกินเหตุ ผมว่าสามัญสำนึกของคนที่เข้ามาทำงาน โดยภาวการณ์ต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอยู่แล้ว ผมไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นไปมีผลอะไรทำให้ต้องสรรหาใหม่ แล้วผมก็ไม่ได้สนใจผู้ตรวจการการเลือกตั้งสักคน เพียงแต่สงสัยว่าคนเหล่านี้อิงการเมืองหรือไม่ถึงต้องมาแก้ไข
ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง
อุปนายกฝ่ายบริหารเเละโฆษกสภาทนายความ
ร่างเเก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ป.กกต.ในมาตรา 28/1 ที่เกี่ยวกับเรื่องการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อเเต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง ให้มีคณะกรรมการคัดเลือกในเเต่ละจังหวัดยกเว้น กทม. ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกดังกล่าวในร่างที่เสนอเเก้ไขนี้ไม่ปรากฏว่ามีประธานสภาทนายความจังหวัดจากเดิมที่เคยมีว่า ยังไม่เห็นร่างเเก้ไข พ.ร.ป.กกต.ดังกล่าวเเละไม่ทราบว่าร่างดังกล่าวออกมากี่วันเเล้ว เเต่ทราบว่ากระบวนการสรรหาเก่าจะมีประธานสภาทนายจังหวัดอยู่ด้วย ซึ่งไม่ทราบเหตุผลในร่างเเก้ไขดังกล่าว ตอนนี้ทางสภาทนายความยังไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุย เเต่หากเป็นเช่นนั้นจริงคนที่ร่างกฎหมายต้องอธิยายเหตุผลให้ได้ว่า เหตุใดจึงตัดประธานสภาทนายความจังหวัดไป
ประธานสภาทนายความจังหวัดถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ในกระบวนการกฎหมาย เเละเป็นเพียงกรรมการสรรหาคนหนึ่งเท่านั้น เเละถือเป็นบุคลากรที่เหมาะสมที่ควรจะมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง การที่ได้เข้ามาช่วยเป็นกรรมการสรรหาจะทำให้ได้รู้เเละช่วยตรวจสอบคัดกรองจากบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านกฎหมาย
การที่ถอดออกต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้ชัดเจนว่าใช้เหตุผลอะไร เพราะการมีอยู่น่าจะมีประโยชน์มากกว่า
ธเนศวร์ เจริญเมือง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผมคิดว่า กกต.เสมือนกับกรรมการตัดสินฟุตบอล ที่ผ่านการเลือกตั้งในสังคมไทยของเรามีปัญหามาตลอดคือ มักจะเลือกบุคคลที่ไม่ค่อยมีความเป็นกลาง และมักจะเลือกเป็นฝักเป็นฝ่ายอยู่เสมอ การทำงานต้องมีความโปร่งใสและมีบรรยากาศประชาธิปไตย หากเรามีการแต่งตั้งใครสักคนแล้วเกิดปัญหาขึ้น ก็ต้องมีการตรวจสอบได้
กรณีการเเต่งตั้งของประเทศไทยจะเห็นได้ว่า มักมีการแต่งตั้งพวกเดียวกันหรือคนที่เอียงข้างไปยังข้างใดข้างหนึ่ง เเละมีการมองทิศทางแต่ละทางจะเป็นอย่างไร ส่วนที่ สนช.จะเปลี่ยนคณะกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่นั้น ผมไม่มั่นใจจะดีกว่าเก่าหรือไม่ มันไม่มีความโปร่งใส เพราะมันไม่มีความชัดเจน มันไม่เห็นว่าเป็นอย่างไร
ส่วนในเรื่องของการเอาภาคประชาชนออกไปบางส่วน ผมมองว่าไม่ถูกต้อง การเอาภาคประชาชนออกไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการเสียไปเลย ซึ่งไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ เช่นเดียวกันกับการเอาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าไปทำให้เกิดการเอียงข้างได้
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
จริงๆ แล้ว กกต.จังหวัดมีกระบวนการในการสรรหาที่ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไรนักกับผู้ตรวจการเลือกตั้ง อาจจะต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อยในเรื่องคณะกรรมการสรรหา แต่ทั้งหมดก็เป็นอำนาจของ กกต.ชุดใหญ่ที่จะดำเนินการในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งอำนาจหน้าที่จะมีความต่างกันบ้าง เพราะในส่วนของ กกต.เดิมอาจจะมีอำนาจในเชิงบริหารเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจาก กกต.จังหวัดทำหน้าที่ทั้งบริหารจัดการการเลือกตั้งเเละสืบสวนสอบสวนวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง แต่ผู้ตรวจการเลือกตั้งทำหน้าที่ดูแลสอดส่องเพื่อดูว่าอาจจะมีการทุจริตหรือทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เเล้วรายงานให้ กกต.ใหญ่ทราบ ฉะนั้นในแง่ของอำนาจหน้าที่ ถ้าจะว่าไปแล้วผู้ตรวจการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ในเชิงการบริหารน้อยกว่า กกต.จังหวัดค่อนข้างเยอะ
ส่วนความมั่นใจว่าการแก้กฎหมายครั้งนี้จะดีกว่าแบบเก่าหรือไม่ จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่า เปลี่ยนรูปแบบมาสู่การมีผู้ตรวจการเลือกตั้ง จะมีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ เรื่องของผู้ตรวจการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่อาจจะสอดคล้องกับแนวความคิดเบื้องต้นที่เกิด กกต.ขึ้นในรัฐธรรมนูญปี 2540 ในเวลานั้นต้องการให้มี กกต.ชุดใหญ่ 5 ท่าน มีหน้าที่ควบคุมกำกับการเลือกตั้งทั้งประเทศ แล้วในระดับท้องที่ก็มีผู้ที่ผลัดปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาคอยตรวจสอบการเลือกตั้ง เป็นลักษณะองค์กรชั่วคราว ซึ่งองค์กรชั่วคราวเหล่านี้ทำงานหมุนเวียนไปเป็นงานๆ ไป ต่อมาเมื่อเกิดเรื่องของ กกต.จังหวัดขึ้น แนวความคิดเหล่านี้ถูกทำให้บิดเบี้ยวไปจากเดิม
จะเห็นได้ว่า เกิดข้อวิจารณ์เยอะว่า กกต.จังหวัดเป็นการขยายฐานของระบบราชการเหมือนกับการไปตั้งกระทรวงเลือกตั้งแล้วก็มีสำนักงาน กกต.จังหวัด เหมือนเป็นหน่วยราชการระดับภูมิภาค อาจทำให้การทำงานค่อนข้างเป็นปัญหา แต่พอเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง อาจจะย้อนกลับไปสอดคล้องกับแนวความคิดเบื้องต้นในการเกิด กกต. สมัยรัฐธรรมนูญปี 2540
แต่อย่าลืมว่าการทำหน้าที่เฉพาะหน่วยงานขององค์กรอิสระอย่างเดียวก็คือ กกต. อาจจะมีการประสานความร่วมมือในพื้นที่ไม่พอ สุดท้ายแล้วประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง และการควบคุมกำกับการเลือกตั้งก็จะกลายเป็นเพียงแค่การทำงานในรูปแบบระบบราชการเท่านั้น
การถอดอำนาจจากภาคประชาชนออก จะยิ่งทำให้เรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้งยิ่งเป็นระบบที่เกิดปัญหามากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะกลไกสำคัญของ กกต.ที่จะทำให้เกิดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมคือ ต้องเชื่อมโยงกับประชาชน และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด ยิ่งบอกว่าการแก้ไขกฎหมายใหม่จะถอดส่วนของผู้แทนจากภาคประชาสังคมออกไป ตรงนี้ยิ่งทำให้เกิดความเหินห่างกับประชาชนมากขึ้น ดังนั้นการทำหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้งก็จะไม่ได้ต่างอะไรกับ กกต.จังหวัดแบบเดิม เมื่อไม่ต่างอะไรกับ กกต.จังหวัดแบบเดิม ปัญหาแบบเดิมก็ยังเป็นปัญหาที่วนเวียนอยู่ แล้วก็จะไม่ได้รับการแก้ไข
ถ้าเรายิ่งถอดความเป็นประชาชนออกไปจาก กกต.เท่าไร โอกาสที่จะทำให้ กกต.ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตั้งแต่การตั้ง กกต.เมื่อคราวปี 2540 มาจนถึงปัจจุบันผมก็คิดว่าน่าจะเป็นปัญหามากขึ้นกว่าเดิมเช่นเดียวกัน
สำหรับผู้ตรวจการเลือกตั้งจะมีความเป็นกลางหรือไม่นั้น ผมคิดว่าความเป็นกลางจริงๆ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติ เพราะในชีวิตของคนเราจะไม่มีคนรู้จัก ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มีผู้บังคับบัญชา หรือผู้ใต้บังคับบัญชา หรืออะไรต่างๆ มันเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็ คือต้องมีการออกแบบกลไกที่จะควบคุมกำกับให้การทำหน้าที่ของคนเหล่านี้อยู่ในกรอบของกฎหมาย มีความเป็นกลางมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมต่างๆ นี่เป็นส่วนที่สำคัญมากกว่าที่เราจะไปเฟ้นหาคนที่จะมีความเป็นกลาง เพราะในความเป็นจริงมันไม่มีทางจะเป็นไปได้ ยิ่งในปัจจุบันกำลังจะเข้าสู่การเมืองที่มีการตรวจสอบ ไม่ใช่การเมืองในการที่จะเฟ้นหาคนที่บริสุทธิ์ขาวสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเรามีเรื่องของการพยายามไปหาคนที่จะมีความเป็นกลางและเมื่อได้คนมาแล้วเราก็บอกว่า ดูเหมือนจะมีสายสัมพันธ์กับคนเครือข่ายการเมืองบ้าง ระบบราชการบ้าง กกต.เก่าบ้าง
สรุปก็ล้ม แล้วก็เลือกใหม่ แล้วก็ล้มแล้วก็เลือกใหม่อีก ผมว่ามันไม่ใช่ทางออกที่จะทำให้บ้านเมืองเดินไปได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมีกลไกในการควบคุมการทำงานแล้วก็ตรวจสอบการทำงานและการทำหน้าที่ของบุคคลเหล่านี้มากกว่า
คณะกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง (ร่างแก้ไข พ.ร.ป.กกต.ฉบับ สนช.ยื่นแก้ไข)
⦁คณะกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัดต่างๆ
1.ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็น ประธานกรรมการ
2.ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด เป็น กรรมการ
3.อัยการจังหวัด ซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานอัยการจังหวัด เป็น กรรมการ
4.ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เป็น กรรมการ
5.ประธานหอการค้าจังหวัด เป็น กรรมการ
6.ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เป็น กรรมการ
ให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ
⦁คณะกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง ของกรุงเทพมหานคร
1.ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็น ประธานกรรมการ
2.ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา เป็น กรรมการ
3.ผู้แทนอัยการสูงสุด เป็น กรรมการ
4.ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็น กรรมการ
5.ผู้แทนหอการค้าไทย เป็น กรรมการ
6.ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็น กรรมการ
7.ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย เป็น กรรมการ
ให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง (พ.ร.ป.กกต.พ.ศ.2560)
⦁คณะกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง จังหวัดต่างๆ
1.ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็น ประธานกรรมการ
2.อัยการจังหวัดเลือกกันเองหนึ่งคน เป็น กรรมการ
3.ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหรือผู้แทนที่มีชั้นยศตั้งแต่พันตำรวจเอกขึ้นไป เป็น กรรมการ
4.ประธานสภาทนายความจังหวัด ในกรณีจังหวัดที่มีประธานสภาทนายความจังหวัดมากกว่าหนึ่งคนให้เลือกกันเองหนึ่งคน เป็น กรรมการ
5.ผู้มีอำนาจทำการแทนขององค์กรเอกชนที่ได้รับการรับรองจากผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เลือกกันเองหนึ่งคน เป็น กรรมการ
6.ผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลของจังหวัดนั้น เลือกกันเองหนึ่งคน เป็น กรรมการ
7.ประธานหอการค้าจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ประธานชมรมธนาคารพาณิชย์จังหวัด เลือกกันเองหนึ่งคน เป็น กรรมการ
8.ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด เป็น กรรมการและเลขานุการ
⦁คณะกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง ของกรุงเทพมหานคร
1.ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็น ประธานกรรมการ
2.ผู้แทนอัยการสูงสุด เป็น กรรมการ
3.ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือผู้แทนที่มีชั้นยศตั้งแต่พลตำรวจตรีขึ้นไป เป็น กรรมการ
4.นายกสภาทนายความหรือผู้แทน เป็น กรรมการ
5.ผู้มีอำนาจทำการแทนขององค์กรเอกชนที่ได้รับการรับรองจากผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เลือกกันเองหนึ่งคน เป็น กรรมการ
6.ผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลของกรุงเทพมหานครเลือกกันเองหนึ่งคน เป็น กรรมการ
7.ผู้แทนหอการค้าไทย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือผู้แทนสมาคมธนาคารไทย เลือกกันเองหนึ่งคน เป็น กรรมการ
8.ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร เป็น กรรมการและเลขานุการ

