หมายเหตุ – ความคิดเห็นของฝ่ายการเมืองและนักวิชาการ กรณีมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กกต.ทั้ง 5 คน ถึงแนวทางการทำงานและการบ้านที่ กกต.ใหม่ควรที่จะต้องปฏิบัติงาน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ หลังจากมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ กกต.ชุดใหม่คงต้องพิจารณาดูว่า ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการรองรับกฎหมายใหม่ทั้งหมด มีตรงไหนที่เสร็จไปแล้วบ้าง หรือมีตรงไหนที่ยังค้างอยู่ คิดว่า กกต.ชุดใหม่คงได้ศึกษามาพอสมควรแล้ว รวมถึงคงได้สอบถามจากเจ้าหน้าที่ กกต.หรือ กกต.ชุดที่เพิ่งพ้นหน้าที่ไป กกต.ชุดใหม่จึงทราบว่ามีกรอบเวลาหลายเรื่องที่ต้องเร่งรัดเพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานได้
ส่วนความจำเป็นที่ กกต.ชุดใหม่จะต้องรื้อรายชื่อผู้ได้รับการสรรหาให้เป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ถ้าเรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้งไม่มีปัญหา ไม่ได้ถูกร้องเรียนเรื่องความเป็นกลาง หรือมีการส่งข้อมูลอะไรที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คิดว่าควรเดินหน้าต่อไป แต่ถ้ามีการส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามา กกต.ก็ดำเนินการพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ เรื่องของผู้ตรวจการเลือกตั้ง ในเมื่อตัวระบบออกมาอย่างนี้แล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อ สามารถรับข้อมูลเรื่องร้องเรียน ถ้าพบว่าตรงไหนมีปัญหา ก็แก้ไขกันไป จึงไม่เข้าใจเหตุผลที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะแก้ไขกฎหมายที่ตัวเองเขียนขึ้นมา กรณีที่เขาอยากจะแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง สะท้อนมาตรฐานการทำกฎหมายของ สนช.ชุดนี้
ส่วนผู้มีอำนาจในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี มีท่าทีว่าจะเล่นการเมืองนั้น กกต.ต้องมีความเป็นกลางและต้องดูด้วย ขณะเดียวกันสังคมไม่ควรจะยอมรับการกระทำที่หลีกเลี่ยงกฎหมาย เพราะทุกคนต้องการการเลือกตั้งที่เสรีและมีความเป็นธรรม เพื่อความเชื่อมั่นของประเทศ
ทรงศักดิ์ ทองศรี
รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
หลังจากมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ 5 คนให้ทำหน้าที่อย่างเป็นทางการแล้ว เชื่อว่า กกต.ชุดใหม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากไม่มีใครมีประวัติด่างพร้อย ทุกคนมีวุฒิภาวะ เข้าใจสถานการณ์บ้านเมือง และอยากให้ประเทศเดินหน้าต่อไป
ส่วนข้อวิจารณ์ว่าไม่มีใครใน กกต.ชุดใหม่ ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งมาก่อน มองว่า กกต.เข้ามาทำงานโดยใช้แนวทางในการบริหารงานเท่านั้น ส่วนบุคลากรที่จะเป็นมือเป็นไม้นั้นมีอยู่แล้ว ประกอบกับแต่ละคนก็เป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านงานบริหารมาก่อน ย่อมต้องรู้ดีว่าอะไรเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เชื่อว่าประสบการณ์ที่สำคัญที่สุดของการทำหน้าที่เพื่อบ้านเมืองคือความซื่อสัตย์สุจริต ถ้ามีความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้งก็จะเดินหน้าได้
ส่วนเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยต้องการให้ กกต.ชุดใหม่เร่งดำเนินการ ในฐานะที่ กกต.กำกับการเลือกตั้ง ขอให้ดูว่าอะไรที่เป็นอุปสรรคแก่พรรคการเมือง อะไรทำให้โรดแมปไม่สามารถเป็นไปตามโรดแมป เพราะ กกต.มีส่วนทำให้ทุกอย่างสามารถอยู่ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ได้ด้วยการทำความเข้าใจกับรัฐบาลหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะขณะนี้เหลือเวลาไม่มากก่อนถึงการเลือกตั้ง เช่น ควรให้พรรคการเมืองได้สื่อสารกับประชาชน
ขอให้ประชาชนมีเวลามากกว่านี้เพื่อตัดสินใจเรื่องการเลือกตั้งอย่างถ่องแท้ กกต.ต้องทำให้พรรคการเมืองกับประชาชนใกล้ชิดกันมากขึ้นและเร็วขึ้น พูดตรงๆ ก็คือขอให้คลายล็อก ไม่รู้จะล็อกไว้ทำไม ประกาศให้ชัดเจนว่าจะคลายล็อกหรือปลดล็อกเมื่อไร พรรคการเมืองจะได้เตรียมความพร้อม เพราะขณะนี้มีรัฐธรรมนูญแล้ว พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็ขยับแล้ว

ผศ.ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
การทำงานของ กกต.ชุดใหม่นี้มองว่าก่อนอื่นคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เช่น ออกระเบียบ กกต. เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งปวงที่มารองรับ นี่คือภารกิจสำคัญที่สุด และต่อมาก็คือการเร่งตรวจสอบคุณสมบัติของพรรคการเมืองใหม่ให้เสร็จสรรพ รับรองการแต่งตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ต่อไป เพราะหากมองกันตามไทม์ไลน์ไม่มีการทำงานมาตั้งแต่ปี 2557 แล้ว อยากแนะนำให้กลับไปทำงานต่อตามหน้าที่ทางกฎหมาย ถึงแม้จะมีบางอย่างถูกล็อกอยู่ตามคำสั่ง คสช. ที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองดำเนินงานกิจกรรมทางการเมือง
ส่วนความเป็นกลางของ กกต.ชุดใหม่นั้นคิดว่า น่าจะมีความเป็นกลาง แม้ผมจะยังไม่เห็นรายชื่อของ กกต. แต่ว่ามันจะมีอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องนั่นก็คือตัวของเงื่อนไขที่ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ เงื่อนไขชุดแรกของ ส.ส. ส.ว. อะไรพวกนี้ ซึ่ง กกต.มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยทั้งหมด เพราะฉะนั้นในความเป็นกลาง กกต.ก็ควรจะทำหน้าที่ตามกฎหมาย ปราศจากอคติต่อพรรคการเมืองใดๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ส่วนคุณสมบัติของคนที่จะมาเป็นนายกฯ ส.ส. ส.ว. ได้นั้นอยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว กกต. จะไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญจริงๆ นั้น คือการไปแก้คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในรัฐธรรมนูญมากกว่า
ทั้งนี้ ส่วนของปมผู้ตรวจการเลือกตั้งที่สรรหามาแล้วนั้น ส่วนตัวผมมองว่าทาง สนช. ถอยแล้ว จึงคิดว่า น่าจะมีการใช้ชุดเดิมทำงานไปก่อน หากไม่มีการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ น่าจะไม่มีผลกระทบต่อการเลือกตั้ง แต่หากมีการปรับจริงๆ ก็คงต้องว่ากันอีกที ว่าจะต้องใช้เวลาในการปรับแก้ไขนานแค่ไหน
รศ.ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
การเข้ามาทำงานของ กกต.ชุดใหม่นี้ มองว่าประเด็นแรกเลยก็คือการมาจัดการปัญหาที่คั่งค้างอยู่ก็คือเรื่องของผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งวันนี้ก็เป็นประเด็นอยู่ว่าตกลงแล้วจะมีการแก้ปัญหาหรือไม่ หรือต้องมีกระบวนการจัดหาใหม่หรือไม่ เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ผมคิดว่าจะต้องเร่งจัดการในระยะเวลาอันสั้น
ส่วนในระยะยาวจะต้องแก้ปัญหาในเรื่องของการทำงานของ กกต.ทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวน วินิจฉัยการเลือกตั้ง หรือว่าเรื่องการบริหารจัดการการเลือกตั้ง การเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อ
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือจะต้องบริหารจัดการการเลือกตั้งออกมาให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเพราะว่า ถ้าไม่สามารถบริหารจัดการการเลือกตั้งให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ กระบวนการการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็จะไม่ได้ช่วยลดความขัดแย้งใดๆ เลย แม้ว่า กกต. จะมาจากการสรรหาของ สนช. ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามในการทำงาน กกต. จะประสบความสำเร็จได้ก็คือต้องเชื่อมโยงกับสังคมหรือพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด
ในเรื่องของความเป็นกลางของ กกต.ชุดใหม่นั้น ผมคิดว่า ตอนนี้เราคงต้องวางใจให้เป็นกลางก่อน เพราะเรายังไม่เห็นการทำหน้าที่ของเขา แม้ว่าอาจจะมีข้อวิจารณ์ว่ามาจากการสรรหาของ สนช. ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และ สนช. ก็มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ก็ตาม แต่ว่าในเมื่อยังไม่มีการทำงานไม่มีสิ่งที่เราเห็นอะไรเป็นเชิงประจักษ์ให้เรา ก็ต้องวางใจเป็นกลางก่อนว่าก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะสามารถที่จะทำหน้าที่ได้อย่างเป็นกลางได้จริงหรือไม่
สำหรับผู้ตรวจการเลือกตั้งที่มีการสรรหามาแล้วก่อนหน้านี้ ผมว่าประเด็นหลักเลยคือต้องตรวจสอบในเชิงของข้อกฎหมาย แต่ว่าในเชิงข้อกฎหมายนั้นการที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งได้มา 616 คนนั้น มีอะไรที่ไปขัดต่อระเบียบกฎหมายไหม ถ้าไม่ขัดนั้นในเชิงการทำงานผมว่า กกต. ควรจะต้องร่วมงานได้กับทุกคน เพราะว่าระบบงานถูกออกแบบมาแล้ว แล้วก็ในเรื่องของประเด็นกระบวนการทำงานมันมีกฎหมายมีระเบียบต่างๆ ที่เป็นกรอบใหญ่อยู่ เพราะฉะนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นข้อกังวลใดๆ เลยว่า กกต.ชุดใหม่กับผู้ตรวจการเลือกตั้งซึ่งสรรหามาในกระบวนการที่อยู่ภายใต้ช่วงเวลา กกต.รักษาการจะทำงานกันไม่ได้ เพราะทุกอย่างมันมีระเบียบกฎหมายกรอบใหญ่ที่จะควบคุมอยู่
แล้วก็นอกจากนี้มันก็ยังมีประเด็นในเรื่องของที่มาของผู้ตรวจการเลือกตั้งไม่ได้มาจากอำนาจเชิงเดี่ยวของ กกต.รักษาการ ก็คือ กกต.รักษาการไม่ได้จัดขึ้นมา แต่ว่ามาจากเรื่องของกระบวนการสรรหาโดยมีคณะกรรมการสรรหามาจากจัดหวัด เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่เป็นเหตุอะไรเลยในเชิงของการบริหารที่จะทำงานร่วมกับชุดใหม่ไม่ได้ แต่สิ่งที่ชุดใหม่ทำได้คือตรวจสอบได้อย่างเดียวว่ากระบวนการเหล่านี้มันขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ขัดคิดว่าก็ต้องทำงานกันต่อไปได้

