สถานการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่เพียงแต่สังคมประเทศไทยจะได้ “คสช.” เข้ามาอยู่ในฐานะแห่งผู้กุมอำนาจ
หากแต่ได้ผลักดัน “เพื่อไทย” ให้อยู่ในจุด “ตั้งรับ”
ถ้ามองสภาพการณ์ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวของ “กปปส.” นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 เป็นต้นมา
กระทั่ง เกิดรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557
เท่ากับว่า “กปปส.” ได้กลายเป็นพันธมิตรในแนวร่วมของ “คสช.” ไปโดยปริยาย และเมื่อได้ “กปปส.” ก็เท่ากับว่าได้ “พรรคประชาธิปัตย์” ไปเป็นพวกโดยพื้นฐาน
เพราะศัตรูของ “ประชาธิปัตย์” คือ “เพื่อไทย”
บนพื้นฐานความเป็นจริงทางการเมืองที่มีจุดเริ่มจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 การนำเสนอทฤษฎี “สามก๊ก” ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงน่าสนใจ
น่าสนใจใน “สถานะ” ของ “ประชาธิปัตย์”
การจัดขั้ว แบ่งฝ่ายในทางความคิดที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพันธมิตรในแนวร่วมกับการรัฐประหารและกับ คสช.นั้น
1 มาจากอนุศาสน์ที่ว่า ศัตรูของศัตรู คือ มิตร
เพราะว่า คสช.ถือพรรคเพื่อไทยเป็นเป้าหมายในการต่อสู้ เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ถือพรรคเพื่อไทยเป็นเป้าหมายในการเอาชนะ
ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงเป็น “ศัตรูร่วม”
จากสภาพความเป็นจริงในทางการเมืองเช่นนี้ จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ยืนอยู่บนจุดเดียวกันกับ คสช.เมื่อจะต่อสู้กับพรรคเพื่อไทย
พรรคประชาธิปัตย์จึงกลายเป็นมิตรกับ คสช.
การจัดแบ่งขั้วฝ่ายทางการเมืองออกเป็น “สามก๊ก” โดยแยกพรรคประชาธิปัตย์ออกจาก คสช. ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ถือพรรคเพื่อไทยเป็นคู่สัประยุทธ์
เท่ากับพรรคประชาธิปัตย์วางตนเป็นพรรคที่ 3
ถามว่า คสช.ถือว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นคู่ต่อสู้หรือไม่ หากดูจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะไม่แจ่มชัด
เนื่องจากไม่เคยแสดงออกโดยตรง
กระนั้น ภายในการแสดงออกในลักษณะ ลับ ลวง พราง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยหลุดความรู้สึกหนึ่งออกมา
นั่นคือ การใบ้บอกว่าต้องดู “หลัง” เลือกตั้ง
ความหมายก็คือ คสช.ยังไม่ถือว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นปรปักษ์ หากยังมั่นใจว่าในที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็เอียงมาทาง คสช.มากกว่าจะไปแนวเดียวกับพรรคเพื่อไทย
บทสรุปเช่นนี้ตรงกับที่พรรคเพื่อไทยมองและประเมิน
พรรคเพื่อไทยยังกำหนดยุทธศาสตร์ของตนอยู่ที่ 1 มั่นใจว่าจะชนะการเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน 1 ก็มั่นใจว่าอาจไม่ได้เป็นรัฐบาล
ท่าทีทางการเมืองเช่นนี้มากด้วยความแหลมคม
คสช.อาจถือว่าการเลือกตั้งจะเป็นเหมือนบ่อทองของนางพันธุรัตน์ในการชุบตัวและสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในการสืบทอดอำนาจ
พรรคเพื่อไทยมิได้ตั้งเป้าไปสู่การเป็น “รัฐบาล”
แต่พรรคเพื่อไทยก็หวังจะอาศัยกระบวนการของ “การเลือกตั้ง” เป็นเส้นทาง 1 ในการต่อสู้เพื่อบั่นทอนและทำลายความชอบธรรมของ คสช.
“การเลือกตั้ง” จึงเป็น “โอกาส” ของพรรคเพื่อไทย

