พลังประชารัฐ-เพื่อไทย มวยคู่เอก บนสังเวียนการเมือง

เค้าลางการเลือกตั้งเริ่ม “พอมองเห็น” ขึ้นมาอีกหน่อย เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง 5 คนเริ่มทำงาน

วันที่ 12 สิงหาคม มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 1.นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. 2.นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ เป็น กกต. 3.นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย เป็น กกต. 4.นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี เป็น กกต. 5.นายปกรณ์ มหรรณพ เป็น กกต.

วันที่ 17 สิงหาคม นายอิทธิพรนำ กกต.ใหม่ปฏิบัติหน้าที่ โดยมีนัดหมายหารือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ในวันที่ 20 สิงหาคม

ภารกิจเบื้องต้นของ กกต.ใหม่ทั้ง 5 คนคือ การแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งจำนวน 616 คนที่ “เกือบเป็นเรื่อง”

ขณะเดียวกันต้องตัดสินใจเรื่องไพรมารีโหวต ซึ่งที่ผ่านมามีข้อเสนอหลากหลาย

ทั้งให้คงไพรมารีโหวตไว้ตามที่กฎหมายกำหนด หรือ “เว้นวรรค” การใช้ไพรมารีโหวตไปก่อนในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้

หรือใช้ไพรมารีโหวตเพียงบางส่วน เช่น ให้สมาชิกพรรคระดับภาคเป็นผู้โหวตเลือกผู้ลงสมัคร ส.ส.ของพรรค เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ล้วนต้องรอการหารือ และการตัดสินใจ

นอกจากนี้ยังมีกฎระเบียบข้อบังคับ และที่สำคัญคือการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ซึ่งทุกอย่างกำลังรอการตัดสินใจของ กกต.ชุดใหม่

ทั้งนี้เพื่อให้แล้วเสร็จ และพร้อมดำเนินการได้สำหรับการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2562

โยกมาติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมือง ซึ่งมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 3 มิตรอยู่ทุกวัน

ทั้งนี้เพราะกลุ่ม 3 มิตร ซึ่งขณะนี้มี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำ และ นายภิรมย์ พลวิเศษ เลขาฯกลุ่ม เคลื่อนไหวเปิดเผย

ออกพบปะชาวบ้าน และยังดึงดูดบรรดาอดีต ส.ส.มารวมกันไว้

นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ว่า ล่าสุดมีผู้เข้ามาร่วมกับกลุ่มถึง 200 คนแล้ว แต่ละคนล้วนเป็น “ดาวฤกษ์” ทางการเมือง

และอีกไม่นาน การเมืองจะมีเซอร์ไพรส์เกิดขึ้น

ต่อมานายภิรมย์ออกมาแย้มให้ฟังว่า บิ๊กเซอร์ไพรส์นั้นจะเกิดขึ้นที่ภาคเหนือ

อาจมี ส.ส.ภาคเหนือเข้ามาร่วมกับกลุ่มสามมิตรเพิ่มขึ้นอีก

และขณะที่กลุ่มสามมิตรเคลื่อนไหว ข้อครหาในเรื่องมาตรฐานของ คสช.ก็ดังกระหึ่ม

โดยเฉพาะข้อเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรที่มีได้ทุกวัน แต่พรรคการเมืองต่างๆ กลับต้องอยู่ ณ ที่ตั้ง เพราะคำสั่ง คสช.จ่อคอหอย

สุดท้ายกลายเป็นวิวาทะ เรื่อง 2 มาตรฐาน และคำชี้แจงว่า สามมิตรไม่ใช่พรรคการเมือง จึงไม่อยู่ในข่าย “ต้องห้าม”

คำชี้แจงดังกล่าว สร้างความไม่พอใจแก่บรรดาพรรคการเมือง

เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มสามมิตรออกตัวว่าจะรวบรวมพลพรรคไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

เมื่อกลุ่มสามมิตรเคลื่อนไหว แต่พรรคการเมืองอื่นขยับไม่ได้

พรรคการเมืองต่างๆ จึงมองว่าถูกเอาเปรียบ

เมื่อพรรคการเมืองรู้สึกถูกเอาเปรียบ จึงสลับกันออกมาทวงความเท่าเทียม

ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และอื่นๆ

แต่ในบรรดาพรรคการเมืองที่ขยับออกมาตอบโต้กับสามมิตร ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยจะ “เป็นประเด็น”

เป็นประเด็นเพราะ ทักษิณ ชินวัตร มีความเคลื่อนไหวในช่วงนี้

การที่ “ทักษิณ” เดินทางไปฮ่องกงพร้อม “ยิ่งลักษณ์” ทำให้บรรดาแฟนคลับจากไทยมีโอกาสบินไปเซย์ฮัลโหลมาก

โดยเฉพาะสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ยังผูกพัน ต่างสลับกันไปพบปะ

ยิ่งมีสมาชิกพรรคเพื่อไทยเข้าพบมาก “ทักษิณ” ยิ่งฝากถ้อยคำที่ “เป็นประเด็น” กลับมาเรื่อยๆ

จากเดิมที่มองว่าพรรคเพื่อไทยยังมีเปรียบ น่าจะชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์

เปลี่ยนมาเป็นการปลุกให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยสู้ต่อไป

“ถ้ายังสู้อยู่ ก็ยังไม่แพ้”

จวบจนกระทั่งล่าสุด “ทักษิณ” ยังมั่นใจว่า ประชาชนจะยังคงเลือกพรรคเพื่อไทย

วกกลับไปดูความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี การประกาศย้ำว่า “เดือนกันยายนนี้จะตัดสินใจเลือกพรรคไหน” นั้นเป็นอีกความคืบหน้า

เดิม พล.อ.ประยุทธ์บอกแต่เพียงว่าจะตัดสินใจทางการเมือง

จะอยู่ต่อ จะจากไป หรือการเข้าสังกัดพรรคการเมืองไหนก็ไม่มีใครทราบ

แต่การระบุว่า จะตัดสินใจเลือกพรรค ตอกย้ำว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการ “เล่นการเมือง” ต่อ

ส่วนพรรคการเมืองแม้จะยังไม่บอก แต่ข่าวคราวที่ปรากฏก็ยืนยันกันหนักแต่ว่า คือ พรรคพลังประชารัฐ

การประกาศตัวของ “ทักษิณ” ที่ยังให้สู้ต่อไป และการออกตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะยังคง “เล่นการเมือง” ต่อเนื่อง

ทำให้พรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทยกลายเป็นมวยคู่เอกทางการเมืองที่ต้องเฝ้าติดตาม

แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะเคยมองว่าการเมืองปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ก๊ก คือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์

แต่เมื่อสถานการณ์ในขณะปัจจุบันที่ปรากฏ ดูเหมือนว่ามวยคู่เอกทางการเมืองจะเหลือแค่สอง

พรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ

การต่อสู้ทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่รออยู่ข้างหน้า วัดแพ้ชนะกันด้วยคะแนนนิยม

หากพรรคพลังประชารัฐจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งได้ก็ต้องมี ส.ส. เพียงพอ

แม้กลไกรัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาลจะเอื้อให้ คสช.อยู่ต่อ

นายกรัฐมนตรีเป็นใครก็ได้ที่พรรคการเมืองเสนอชื่อ

การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีใช้เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา

วุฒิสภา 200 คนมาจาก คสช. อีก 50 คนคัดเลือกกันมาแล้ว คสช.เลือก

เท่ากับว่า วุฒิสภาเป็นคนของ คสช. 250 เสียง

สภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้ง 500 คน หากต้องการได้เสียงเกินกว่าครึ่งเพื่อบรรลุภารกิจโหวตตั้งนายกรัฐมนตรี

คสช.ต้องมีเสียง ส.ส.สนับสนุนอีก 125 เสียงขึ้นๆ ไป

ดังนั้น หากพรรคพลังประชารัฐมีภารกิจหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจริง ต้องมี ส.ส.ให้ได้เกินกว่า 100 คน

และหากพรรคเพื่อไทยคือคู่แข่งขัน ถ้าพรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.ในพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยได้

พลังประชารัฐเพิ่ม เพื่อไทยลด ภารกิจโหวตนายกฯย่อมประสบความสำเร็จ

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ให้ “พลังดูด” ทวีความเข้มข้นในพื้นที่อีสานและเหนือ

และเป็นปรากฏการณ์ที่ยืนยันว่า มวยคู่เอกทางการเมือง คือ พรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon