ยิ่งโรดแมป”การเลือกตั้ง”ย่างสามขุมเข้ามาใกล้มากเพียงใด ท่าทีของแต่ละพรรคการเมืองก็จะได้รับการจับตาและเฝ้ามองเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะท่าทีต่อการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แจ่มชัดแล้วว่าพรรคเพื่อไทยไม่เอาแน่
แจ่มชัดในระดับหนึ่งว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เอาเหมือนกัน
แม้พรรคประชาชนปฏิรูป แม้พรรคพลังชาติไทย แม้พรรคพลังประชารัฐ จะยังยืนยันสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่พรรครวมพลังประชาชาติไทยก็แบ่งรับแบ่งสู้
ท่าทีของพรรคการเมือง”เก่า”ยิ่งน่าจับตา
เหมือนกับว่าพรรคพลังชลจะเอียงไปทางคสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเต็มเปี่ยม
เพราะ นายสนธยา คุณปลื้ม เข้ารับตำแหน่ง “ที่ปรึกษา”
แต่หากติดตามแถลงจากปากของ นายสนธยา คุณปลื้ม ก็เป็นเรื่องเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่องของอีอีซี ขณะที่พรรคพลังชลก็ยังดำรงสถานะความเป็นเอกเทศของพรรคอยู่
จะตัดสินใจอีกครั้งภายหลัง”การเลือกตั้ง”
หากไปสอบถาม พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา คำตอบก็จะเหมือนกับพรรคพลังชล
นั่นก็คือ ทุกอย่างจะแจ่มชัดหลัง”การเลือกตั้ง”
ลองย้อนกลับไปตรวจสอบ”ฐานข้อมูล”ก่อนการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 และก่อนการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 คำแถลงของแต่ละพรรคก็จะเป็นเช่นนี้
เมื่อพรรคพลังประชาชนกำชัยท่าทีของแต่ละพรรคก็เปลี่ยน
เช่นเดียวกับเมื่อพรรคเพื่อไทยกำชัยอย่างท่วมท้นท่าทีของแต่ละพรรคก็เปลี่ยน
นี่คือบทเรียนที่เป็นจริงในทางการเมือง
ถามว่าปัจจัยอะไรทำให้โรดแมปที่ว่าจะ”เลือกตั้ง”ภายในเดือนกุม ภาพันธ์ หรืออย่างช้าภายในเดือนพฤษภาคม 2562 ยังมีความไม่ แน่นอน
คำตอบก็คือ คสช.ยังไม่มีความมั่นใจอย่างเพียงพอว่าจะโค่น พรรคเพื่อไทยลงได้หรือไม่
หากไม่อาจชนะพรรคเพื่อไทย”การเลือกตั้ง”ก็ต้องยื้อออกไป

