สถานีคิดเลขที่12 : เพ้อเจ้อกรณี‘ปปง.-คตช.’ : โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

19.08.18 | 13:00 น.

พยายามมองในแง่ดี

การใช้อำนาจตามมาตรา 44

ให้ พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร พ้นจากตําแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

ไปดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ใหม่ นั้น

Advertisement

คงเป็นความพยายามของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คมช.) จะปรับปรุงงานด้านการปราบปรามการทุจริตให้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งก็ไม่ขัดข้อง และเชียร์ให้ทำเสียด้วยซ้ำ

แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะพยายามมองในแง่ดีอย่างไรก็ตาม

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเลขาธิการ ปปง. และ คตช. ก็มีอะไรแปลกๆ หรือมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่รัฐบาลไม่ยอมบอกกับประชาชน ซุกเอาไว้เบื้องหลัง

มุมมองในแง่ดี เลยลดลง

กลายเป็น มุมมองที่พิศวงงงงวยขึ้นมาแทน

อย่างเลขาธิการ ปปง.นั้น ก่อนเข้ามารับตำแหน่ง ย่อมต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบมา
อย่างดีแล้ว เพราะตำแหน่งนี้ สำคัญ สามารถชี้เป็นชี้ตายใครได้โดยง่าย

แต่ปรากฏว่า ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถึง 2 เดือน ต้องเจออำนาจสูงสุดของคณะรัฐประหารคือ มาตรา 44 ย้ายหรือความจริงก็คือ การปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน

ต้องมีเหตุผลที่ใหญ่จริงๆ

แต่ก็ไม่มีคำอธิบายใดๆ

ต้องคอยไปเงี่ยหูฟัง หรืออ่านความระหว่างบรรทัด จาก “รายงานข่าวต่างๆ”

ซึ่งไม่กระจ่าง และยังทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ที่มองในแง่ดีข้างต้นว่า การย้าย
เลขาฯ ปปง.เป็นการปรับปรุงงานให้ดีขึ้น จริงหรือเปล่า

เพราะความระหว่างบรรทัดที่ปรากฏในสื่อมวลชน ต่างออกไปในทางที่มีความพยายามที่จะให้เลขาฯ ปปง.ดำเนินการอะไรบางอย่าง กับบางคน บางกลุ่ม

แต่ไม่มีการตอบสนองเท่าที่ควร

ซึ่งก็ไปบังเอิญกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะมีคดีความบางอย่างเกิดขึ้นกับบางคน บางฝ่าย และ ปปง. จะมีบทบาทสำคัญในการยึดอายัดทรัพย์ไว้ก่อน

ประหนึ่งเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยง

กระแสข่าวนี้ถูกปล่อยออกมาเป็นระยะๆ

ตอนแรกก็เหมือนปล่อยออกมาขู่

แต่พอมีการย้ายเลขาฯ ปปง. ขึ้นมาแบบ “ฟ้าผ่า”

มันก็อดคิด “เพ้อเจ้อ” ไปไม่ได้ว่าหรือข่าวที่ลอยลมมา จะมีเค้าเป็นความจริง

ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ดีต่อ ปปง.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ไม่ดีต่อรัฐบาล ไม่ดีต่อ คสช. เพราะจะถูกมองว่าเข้าไปแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ

และใช้องค์กรที่มีฤทธิ์เดชทางการเงิน เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ซึ่งอันตรายยิ่ง

เช่นเดียวกับ คตช. ซึ่งที่ผ่านมา ถูกโจมตีว่า ไร้การประชุม ไร้ผลงาน ในการปราบปรามการทุจริต

จำเป็นต้องขัดสีฉวีวรรณมันใหม่ ด้วยการเอาคนที่มีประวัติสีเทาๆ ออกไปจากกรรมการ เพื่อทำให้ภาพพจน์กลับมาดูดี

แล้วเกิด “ขยัน” ขึ้นมาปัจจุบันทันด่วน ด้วยการลุยล้างทุจริต รับลูกกันไปมากับ ปปง. เป็นปี่เป็นขลุ่ย

ซึ่งหากทำโดย “เสมอหน้า” กัน ก็ไม่มีปัญหา

แต่กลัวขยันกับบางคนบางฝ่าย

โดยมีบรรทัดสุดท้ายอยู่ที่ “ผลการเลือกตั้ง” ที่จะต้องชนะสถานเดียว

อย่างนั้นก็น่าเป็นห่วง

แม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในขั้นวิตกจริต เพ้อเจ้อไปเอง

แต่ก็มีสัญญาณหลายอย่างเตือนว่า “วิตกจริต เพ้อเจ้อ” กันให้มากๆ

เพราะอย่างน้อย ก็เป็นการตีปลาหน้าไซ บอกไปยังพวกที่ปากบอกว่าปฏิรูป แต่วิธีการเพื่อรักษาอำนาจนั้น

ดึกดำบรรพ์ เหลือหลาย!

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร