ความเสี่ยง ประชามติ จากฐานเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ผนวกตัว “รวมพลัง”
การผลักดันของ สปท. การผลักดันของ สนช. ในการนำเสนอ “คำถามพ่วง” ประชามติว่าด้วยการเพิ่มและขยายอำนาจให้ ส.ว. ได้กลายเป็นประเด็นร้อน
ไม่เพียงลวกมือ “สปท.” ไม่เพียงลวกมือ “สนช.”
หากทำท่าว่าอาจจะส่งผลสะเทือนไปยังกระบวนการทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ทั้งมิได้เป็น “ผลดี” กลับจะเป็น “ผลเสีย”
เป็นผลเสียอย่างที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. อันดับ 1 สรุปอย่างรวบรัดว่าเป็น “ความเสี่ยง” ในทางการเมือง
เป็นผลเสียโดยตรงสถานะและเกียรติภูมิของ “ส.ว.”
เป็นผลเสียทำให้ความมั่นใจของ คสช. และของรัฐบาลที่ว่า กระบวนการประชามติน่าจะผ่านฉลุยด้วยความราบรื่น อาจไม่เป็นไปตามความคาดหวังด้วยความมั่นใจ
ประเด็นอยู่ที่บทสรุปของ อลงกรณ์ พลบุตร ที่ว่า “หากการออกเสียงประชามติเห็นชอบก้ำกึ่ง ไม่เด็ดขาด จะมีความเสี่ยงที่อาจเป็นชนวนความขัดแย้ง ก่อความไม่สงบตามมา กระทบต่อโรดแม็ปของแม่น้ำ 5 สายที่ต้องการเดินหน้าประเทศไปสู่การเลือกตั้งภายในปี 2560”
ทำไม
“ร่าง” รัฐธรรมนูญ
การสืบทอดอำนาจ
คสช. และรัฐบาลออกมาปฏิเสธในเรื่องการสืบทอดอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยผ่านกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญ
คำปฏิเสธนี้แทบไม่มี “ความหมาย”
ไม่ว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่ว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ปรากฏร่องรอยอย่างเด่นชัด
เด่นชัดในเรื่องของ “ต่อท่อ” และสืบทอด “อำนาจ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นอันเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีมาจากคนนอก ประเด็นอันเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ส.ว. ประเด็นอันเกี่ยวกับอำนาจของ ส.ว. ประเด็นอันเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีเป้าหมายมิให้พรรคการเมืองใดได้กุมเสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ประเด็นอันเกี่ยวกับการให้อำนาจองค์กรอิสระโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญมีมากเหนืออำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ
เนื้อหาเหล่านี้มีความเด่นชัดและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างสูง กระทั่งพรรคเพื่อไทยก็ออกแถลงการณ์แสดงการไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา
พลันที่ สปท. และ สนช. เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของ คสช. ที่ขยายอำนาจให้กับ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกับ ส.ส. ในที่ประชุมรัฐสภา ก็ยิ่งทำให้บทสรุปอันดำรงอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรมขึ้น
เด่นชัดผ่านกระบวนการ “คำถามพ่วง” ที่ผลักดันโดย สปท. ผ่านมติของ สนช. อย่างท่วมท้น
“คำถามพ่วง” จึงไม่เพียงแต่เปิดโปงให้เห็นเจตนาอันแท้จริงของ คสช. หากแต่ยังได้รับการยืนยันผ่านปฏิบัติการของ สปท. และ สนช. อย่างโจ๋งครึ่ม
ยอมรับการขยายอำนาจตนเอง เพื่อการสืบทอดอำนาจการเมือง
บทสรุป การเมือง
เพื่อไทย ประชาธิปัตย์
ท่าทีระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการรัฐประหาร และต่อร่างรัฐธรรมนูญ
เหตุผลที่พรรคเพื่อไทยคัดค้าน ต่อต้าน เป็นที่เข้าใจ
เพราะว่ารัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 มีพรรคไทยรักไทยเป็นเป้าหมาย เพราะว่ารัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มีพรรคเพื่อไทยเป็นเป้าหมาย
พรรคเพื่อไทยเป็นอวตารของพรรคพลังประชาชน พรรคพลังประชาชนเป็นอวตารของพรรคไทยรักไทย จึงเท่ากับยืนยันในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย
ท่าทีของพรรคเพื่อไทยจึงเด่นชัดต่อการรัฐประหารและต่อร่างรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินไปในลักษณะเหยียบเรือสองแคม ละล้าละลังมาตั้งแต่ต้น ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้
เพราะพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
เพราะพรรคประชาธิปัตย์นอกจากจะเห็นด้วยกับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ยังเข้าไปมีส่วนร่วมในการปูทางและสร้างเงื่อนไขด้วยความเอาการเอางาน
พรรคประชาธิปัตย์จึงมี “ความหวัง” กับกระบวนการ “รัฐประหาร”
เพ้อฝันและคาดคิดว่าในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์จะได้ประโยชน์ทางการเมืองจากกระบวนการรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 เหมือนกับที่เคยได้จากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ผ่านแผนบันได 4 ขั้นของ คมช.
แต่แล้วเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญก็เด่นชัดว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจไม่ได้อะไรเลย แต่แล้ว “คำถามพ่วง” ก็ตอกย้ำและยืนยันว่าการคาดหวังในเบื้องต้นสะท้อนถึงความเพ้อฝันมากกว่าจะเป็นจริง
พรรคประชาธิปัตย์จึงได้ตื่นและรับรู้ว่าอนาคตของตนจะเป็นเช่นใด
คำแถลงไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ คำแถลงไม่ยอมรับ “คำถามพ่วง” แม้จะยังไม่เป็นทางการ แต่ก็มีทิศทางที่เด่นชัด
ทำให้น้ำหนักการปฏิเสธจากพรรคเพื่อไทยได้รับการเสริมโดยพรรคประชาธิปัตย์
ทิศทาง ประชามติ
พลิกผัน แปรเปลี่ยน
คําแถลงของพรรคประชาธิปัตย์ทำให้กระบวนการประชามติดำเนินไปในทิศทางที่พรรคเพื่อไทยแสดงออกมากยิ่งขึ้น
นั่นก็คือ ทิศทางของการไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ
เพราะฐานคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยเมื่อผนึกตัวรวมพลังกับฐานคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะมีเสียงไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า 20 ล้านอย่างแน่นอน
พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ จึงอยู่ในฐานะ “ตัวแปร” อย่างสำคัญ
ไม่เพียงแต่จะทำให้กระบวนการประชามติดำเนินไปอย่างยากลำบาก หากแต่ยังทำท่าว่าอาจไม่เป็นไปตามความปรารถนาของ คสช. และของรัฐบาล
นี่คือจุดเสี่ยง นี่คือความเสี่ยงในทางการเมือง

