“ณัฐวุฒิ” ชี้ กม.ประชามติมีปัญหาทั้งเรื่องมาตรฐานการบังคับใช้ และการยอมรับจากสังคมประชาธิปไตยทั้งในและต่างประเทศ ทำนาย ถ้ายังเอาตามอำเภอใจ ประชามติถ้าฝ่ายอำนาจชนะคะแนนจะไม่ห่าง แต่ถ้าแพ้มีโอกาสมากที่คะแนนจะขาดลอย
เมื่อวันที่ 18 เมษายน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ตนติดตามสถานการณ์ของนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมช.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย และได้สื่อสารส่งกำลังใจในฐานะคนรักใคร่นับถือกัน คิดว่าสิ่งที่เป็นคำถามสำคัญของกรณีนี้คือ รัฐจะปฏิบัติต่อประชาชนที่เห็นต่างและประกาศจุดยืนอย่างสันติว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ได้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือได้ กฎหมายประชามติที่ออกมาก็ไม่มีความหมาย กกต.จะเป็นแค่หุ่นไล่กา เพราะมีการใช้อำนาจพิเศษข้ามศีรษะได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่า สิ่งที่นายวัฒนาทำไม่ใช่ความผิด และใครก็ตามที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีความผิด ข้อกฎหมายที่ผู้มีอำนาจใช้กล่าวอ้างไม่ใช่กฎหมายที่สถาปนาขึ้นโดยอำนาจประชาชนตามหลักสากล จึงมีปัญหาเรื่องมาตรฐานการบังคับใช้ และจะมีปัญหาเรื่องการยอมรับจากสังคมประชาธิปไตยทั้งในและต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
“ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเผชิญหน้ากับรัฐบาล เพราะสถานการณ์นี้ชัยชนะในสนามประชามติคือช่องทางการเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตยอย่างชอบธรรมที่สุด และสุ่มเสี่ยงน้อยที่สุด แต่ดูสัญญาณที่ฝ่ายรัฐส่งออกมา เริ่มไม่แน่ใจว่าจะทำหรือไม่ทำประชามติ ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจ การให้พื้นที่ทุกฝ่ายเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้ายังมีการปิดกั้น เชื่อว่าจะยังมีคนแสดงความเห็นอีกมาก การปรับทัศนคติหรือหลักสูตรที่เตรียมไว้อาจใช้ได้กับคนบางกลุ่ม เรื่องบางเรื่อง แต่ถ้าเป็นเรื่องหลักการทางการเมือง มีแต่จะเพิ่มแรงสนับสนุนให้ฝ่ายถูกกระทำมากขึ้น” นายณัฐวุฒิกล่าว
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า หากพิจารณาท่าทีฝ่ายต่างๆ จะเห็นว่า นอกจากแม่น้ำ 5 สายซึ่งต้องรับอยู่แล้ว กลุ่มอื่นที่ประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญแทบจะมีเพียงเหตุผลเดียวคือ อยากเลือกตั้ง ต่างจากกลุ่มไม่รับร่าง ซึ่งแสดงเหตุผลต่างๆ ตามความสนใจและเกี่ยวข้อง การใช้อำนาจกับฝ่ายเห็นต่างจึงเป็นการสร้างแนวร่วมธรรมชาติ เพราะถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับนายวัฒนาได้ ก็อาจจะเกิดขึ้นกับคนอื่นที่แสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญได้ เรื่องเหล่านี้รัฐบาลควรคิด เพราะล่วงเข้าปีที่ 2 ของการเข้าสู่อำนาจ แม้แต่รัฐบาลเลือกตั้งที่กระแสความนิยมสูงยังเดินไม่ง่าย การทำประชามติในช่วงเวลาดังกล่าวจึงต้องรักษาความชอบธรรมในการใช้อำนาจด้วย ถ้าเอาตามอำเภอใจก็ขอทายผลไว้ล่วงหน้าว่า ประชามติคราวนี้ถ้าฝ่ายมีอำนาจชนะ คะแนนจะไม่ห่าง อาจสูสีกว่าประชามติปี 50 แต่ถ้าแพ้มีโอกาสมากที่คะแนนจะขาดลอยเหมือนผลเลือกตั้งในประเทศเพื่อนบ้าน

