ย่อมเป็นเหตุบังเอิญ
เป็นเหตุบังเอิญอย่างแน่นอน เป็นเหตุบังเอิญอย่างที่สุด
ที่กำหนดการเลือกตั้งจาก กกต. ฟันธงเปรี้ยงลงมาแล้วว่า “ควรจะ” เป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
ขณะที่รัฐบาลซึ่งอยู่ในตำแหน่งมาแล้ว 4 ปีเริ่มมีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนอย่างแรงกล้า
สะท้อนออกมาจากมาตรการช่วยเหลือคนยากจนและเกษตรกร ในนาม “ประชารัฐ” ทั้งหลาย
ที่รวมมูลค่าแล้วไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท
สะท้อนออกมาจากการเดินสายลงไปพบปะประชาชน
ไม่ว่าจะเป็นการไปห้อยโหนรถไฟลอยฟ้าชนิดจั๊กกะแร้ชนจั๊กกะแร้กับชาวบ้านของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
สะท้อนออกมาจาก ครม.สัญจร
ที่ตระเวนไปพบปะผู้คน แก้ปัญหา และประกาศการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน-ที่แปลว่าเม็ดเงินจะต้องไหลตามมาจำนวนมหาศาล-ชนิดเดือนต่อเดือน
ฉายภาพไปที่ตัวหลังสุด
มิถุนายน 2561
ในการประชุม ครม.สัญจร จ.นครสวรรค์
– อนุมัติพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพแบบครบวงจร (ไบโอฮับ) ชนิดครบวงจร
ทั้งการตั้งศูนย์ การปลูกพืชเพื่อสนับสนุน และการพัฒนาถนนหนทางเพื่อการขนส่ง
– อนุมัติการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทั้งในพิษณุโลก อุทัยธานี พิจิตร
– อนุมัติโครงข่ายคมนาคมทางถนน ทางราง และทางน้ำ ทั้งขยาย ปรับปรุง และเพิ่มจำนวนถนน เพิ่มสถานีขนส่งสินค้าทางรถไฟ
– ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกห้วยขาแข้ง-อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
รวมวงเงินงบประมาณทั้งหมดกว่า 50,000 ล้านบาท
กรกฎาคม 2561
การประชุม ครม.สัญจร ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี
แม้จะถูกชิงไฮไลต์ไปด้วยเรื่องอาหารเป็นพิษของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม
แต่การอนุมัติงบพัฒนาพื้นที่ไม่ได้น้อยหน้ากัน
เริ่มจากการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ด้วยการขยายถนนเป็น 4 ช่องทาง 12 สาย
เร่งรัดขยายสนามบินนานาชาติอุบลราชธานีให้เร็วขึ้น
เร่งรัดศึกษาโครงการรถไฟทางคู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด
พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร จำนวน 40 โครงการ
อนุมัติโครงการก่อสร้างโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ด้านอาหารเพื่อแปรรูปสินค้าเกษตร
เพิ่มศักยภาพให้บริการของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ศูนย์การแพทย์แผนไทย-พนา โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม
ขยายถนนรองรับการท่องเที่ยว 3 เส้นทาง
ทั้งหมดนี้ งบประมาณเบาะๆ เบื้องต้น 10,000 ล้านบาท
แต่อลังการที่สุด คือ ครม.สัญจร จ.ชุมพร
สิงหาคม 2561
ที่ นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ หอการค้าไทย ระบุว่า
พล.อ.ประยุทธ์ซึ่งเป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน
“ลงรายละเอียดและตอบรับเซย์เยสทุกโครงการที่เอกชนเสนอ ทั้งระบบราง ถนน ขนส่งทางน้ำและอากาศ และการเกษตร
รวมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน
รวมวงเงิน 200,000 ล้านบาท”
ขณะที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศยุทธศาสตร์ที่ ครม.ให้ความเห็นชอบ
ว่าด้วยกรอบแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (เอสอีซี) อย่างยั่งยืน
ด้วยเหตุผลว่า พื้นที่ภาคใต้มีความอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว แต่ที่ผ่านมาการจัดงบประมาณเพื่อพัฒนาพื้นที่กระจัดกระจายและขาดการเชื่อมต่อ
เบื้องต้นจึงจะมุ่งพัฒนาใน 4 จังหวัดก่อน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง คือ จ.ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
ชุมพรคือแหล่งผลไม้และท่องเที่ยว ระนองคือท่าเรือสู่พม่า อินเดีย ลังกา บังกลาเทศ
สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชคือพื้นที่เกษตรที่จะเป็นแหล่งผลิตและแปรรูป
จะมีเส้นทางรถไฟรางคู่เชื่อมชุมพร-ระนอง
เชื่อมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กับทะเลอันดามัน
เป็นโครงการใหญ่เคียงคู่ไทยแลนด์ริเวียร่า จากเพชรบุรีสู่ชุมพร
เป็นความบังเอิญที่น่าสนใจ
ว่าจากนี้ถึงการเลือกตั้ง
ประชาชนจะได้ “อานิสงส์” อะไรเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าไหร่
ด้วยความรวดเร็วขนาดไหน

