‘บิ๊กตู่’ แจงกับเอกชน เศรษฐกิจดี จีดีพีสูง ส่งออกพุ่ง วอนช่วยกันบอกต่อ เผยพูดมา 4 ปี เหนื่อย อ่านหนังสือพิมพ์แล้วอารมณ์เสีย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ปี 2561 (Prime Minister’s Export Award 2018) จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับผู้ประกอบการว่า สำหรับเศรษฐกิจวันนี้ จีดีพีและการส่งออกดีขึ้น แต่บางจังหวะการส่งออกอาจลดลง แต่ไปสูงขึ้นในการค้าขายออนไลน์ จึงต้องสร้างการรับรู้ ไม่เช่นนั้นจะถูกวิจารณ์ว่าการส่งออกลดลง เพราะเมื่อรวมกันแล้ว ก็ยังสูงขึ้น วันนี้ต่างคนก็ต่างออกมาวิจารณ์ จนเห็นว่าสิ่งที่ตนพูดนั้น ไม่จริง ยืนยันว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เพราะตนดูแลอยู่ข้างบนตามลำดับ ทุกอย่างต้องมีก้าวแรก เพราะถ้าก้าวผิด ก็จะผิดไปตลอด เราต้องดึงการก้าวผิด มาสู่จุดเริ่มต้นใหม่
“ขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจ เพราะวันนี้มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลเอื้อประโยชน์เอกชน ยืนยันว่าไม่ได้เอื้อ เวลานี้มักเกิดความสับสนในหลายเรื่อง และสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้ง การเป็นประชาธิปไตยในวันข้างหน้า จึงอยากบอกอีกครั้งว่า เราพยายามทำมาตรการต่างๆ ให้เกิดความเป็นธรรม ประชาชนอาจยังไม่เข้าใจ ไม่เรียนรู้มากนัก จึงขอให้ผู้ประกอบการช่วยกันสร้างความเข้าใจ ว่าเรามีกฎหมายและกติกาที่ต้องทำตามสากลด้วย และขอให้ภาคเอกชนเข้าใจว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ ทำอย่างไรคนที่เกิดในวันนี้จะมีอนาคตที่มั่นคงในอีก 20 ปีข้างหน้า” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
“บริษัทหรือเครือบริษัทก็ตาม ไม่สามารถจะผูกขาดกับคนทั้งประเทศได้ ผมพูดในหลักการของผม ไม่ว่าจะใครก็ตาม ผมไม่ได้ไปเข้าข้างใครทั้งสิ้น แต่อย่าลืมว่าแต่ละบริษัทมีเครือข่ายของท่าน เราจะเป็นประธานอาเซียนในปีหน้า ใครจะเป็นรัฐบาลก็ยังไม่ทราบ ผมจำเป็นต้องพูดกับผู้ประกอบการเพราะท่านเป็นแกนสำคัญให้กับเรา ผมอาจจะพูดมาก 4 ปี คุณไม่คิดว่าผมเหนื่อยหรือ ผมเหนื่อยนะ ไม่ใช่พูดแล้วผมไม่ได้ตาม ทุกเรื่องผมมีหลักฐานไว้หมด ว่าพูดอะไรไปบ้างแล้ว ที่พูดเยอะๆ ข้าราชการก็ต้องเข้าใจ หรือในรายการคืนความสุข ทุกวันศุกร์ก็แล้วแต่ ถือเป็นการสั่งงานของผมไปด้วย สั่งในที่ประชุมก็เยอะพอแล้ว เขาต้องเร่งทำ ถ้าติดกฎหมายก็ต้องมาดู หลายอย่างก็ติดด้วยกฎหมายเดิม จะเห็นว่ากฎระเบียบออกมามากมายในช่วงรัฐบาลนี้ แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อท่านกับประเทศไทยทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นประโยชน์กับผม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ดูจากตำราต่างประเทศ เขาสรุปว่า ประชาธิปไตยก็คือประชานิยม เพราะมีการเลือกคนที่ชื่นชม ชื่นชอบ ทำยังไงให้ชอบมันก็ต้องให้ แต่ประชานิยมถ้าจะทำต้องมีประโยชน์ ไม่มีผลต่อระบบการเงินการคลังของประเทศต่อไปในอนาคต ไม่ใช่ว่าเงินเกินครึ่งของงบประมาณมาทำตรงนี้ทั้งหมด รัฐบาลยังต้องทยอยให้ ไม่ใช่ให้โครมให้ไปทั้งหมดแล้วได้กลุ่มนี้อยู่กลุ่มเดียวอยู่นั่นแหละ กลุ่มอื่นก็ไม่ดู ยังมีคนจนอีกตั้งเยอะตั้งแยะ แล้วขอให้เข้าใจด้วยที่พูดขอให้สื่อไปถึงประชาชน
แล้วบรรดานักการเมืองต่างๆ ที่พยายามจะพูดอยู่ตอนนี้ไปบิดเบือนทุกอย่าง ที่ดีๆ เขาก็มี ที่ไม่ดีมันก็เยอะ ผมก็เกรงว่าประชาชนจะเข้าใจผิดไปอีก แล้วจะกลับมาแบบเดิม เพราะคนรวยๆ ไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ ไม่มีเวลา แต่คนรายได้น้อยเขาจะสนใจเรื่องการเมือง สนใจเรื่องการเลือกตั้ง แล้วถ้าบิดเบือนไม่เข้าใจกันแบบนี้ ใครเป็นคนเลือกตั้ง แล้วจะกลับไปสู่ตรงไหน คิดกับผมแบบนี้ ไม่ใช่ว่ากลัวผมจะเป็นหรือใครจะเป็น ไม่ต้องกลัว มันอยู่ที่ประชาชนเลือก ถ้าเราไม่เข้าใจกันแบบนี้ผลการเลือกตั้งจะออกมายังไง ก็คิดเอาแล้วกัน แล้วผมก็ไม่สนใจใครจะว่าอะไรผม วันนี้เยอะไปหมดทุกวัน มาบอกปิดกั้นปิดตรงไหน ด่าโครมๆ พูดอะไรบิดเบือนหมด ผมก็เฉยๆ”
นายกฯกล่าวอีกว่า อย่ามาบอกว่าตนปิดกั้นการเป็นประชาธิปไตย แต่บ้านเมืองมันจะวุ่นวายไหม ไปคิดเอาแล้วกัน ถ้าวุ่นวายกันต่อ วันหน้าไปแก้กันเอาเอง ตนพยายามเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ถ้าวุ่นวายกันอยู่แบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ เรื่องของท่าน มีกลไกและกฎหมายออกมาเยอะแยะ ตนไม่ต้องไปสั่งใคร กฎหมายดีทุกตัว วันนี้ปัญหาเยอะทุกวัน ถ้าข้างล่างไม่เข้าใจก็มีปัญหาทุกเรื่อง กับสื่อตนก็ไม่เคยไปตรวจสอบหรือปิดกั้น แต่อะไรที่มันบิดเบือน กลไกที่ตรวจสอบมีอยู่แล้ว หรือบิดเบือนจนเกินไปจนมีคดีฟ้องร้องก็ว่ากันไป แต่คนส่วนใหญ่มักจะเกรงใจไม่อยากเป็นปัญหามีคดีความกับสื่ออะไรต่างๆ เสียเวลา
“แต่วันนี้ผมคิดว่า ผมต้องดำเนินการแล้ว เหมือนที่คนด่าพวกท่าน ท่านก็ใช้กฎหมายหมิ่นประมาท หน่วยงานเขาก็ต้องรักษาศักดิ์ศรี ถ้าเขาไม่ได้ทำแบบนั้น แล้วไปว่าเขา เขาก็มีสิทธิในการป้องกันตัวของเขาเหมือนกัน สื่อเองก็ต้องระวังตัว ผมไม่ได้ขู่สื่อ เดี๋ยวกลายเป็นการขู่สื่ออีกทุกเรื่อง อย่างใช้คำว่าปัดเหมือนกลับว่าปฏิเสธความจริง พอชี้แจงดีขึ้นบอกว่าฟุ้ง ซึ่งสื่อคือตัวชี้นำ วันนี้ก็บอกว่านายกฯเป็นคนใจร้อนพูดไม่เข้าหูใคร อาทิตย์ไหนถ้าผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์เลยน่าจะมีความสุขดี ตอนนี้กำลังคัดออกว่าฉบับไหนผมไม่อ่าน ไม่เคยสร้างประโยชน์ให้กับประเทศเลย น้อยมากทุกคอลัมน์ เดี๋ยวจะถามประชาชนว่าหนังสือพิมพ์ฉบับไหนเชื่อมั่นมากที่สุด แล้วขอให้ตอบมาด้วย ไอ้เรื่องที่เสนอครั้งเดียวจบไปพาดหัวหนึ่ง แล้วจะดีกับการค้าการส่งออกของเราอย่างไร การลงทุนของเราจะเกิดขึ้นได้ไหม จะไม่รับผิดชอบอะไรอย่างนี้ไม่ได้ ผมไม่ได้กล่าวว่าของใคร ถ้าผมใช้อำนาจของผมจริงๆ ไม่มีหรอกไอ้เรื่องพวกนี้ ยังไม่เคยทำแบบนี้สักครั้ง พูดไปก็เสียอารมณ์ แต่ทำอะไรต้องมีเหตุมีผลชี้แจงได้ ส่วนสื่อดีๆ นักการเมืองดีๆ ที่มีอยู่ก็ต้องขอขอบคุณ” นายกฯกล่าว

