อ่านเกม ‘คสช.’ ผ่าน การบริหาร จัดการ กับ อนาคตใหม่

25.08.18 | 09:09 น.

ไม่ว่าการเปิดเผยเรื่องการขอจดแจ้งพรรคอนาคตใหม่เมื่อเดือนมีนาคม ไม่ว่าการประชุมนัดแรกของว่าที่พรรคอนาคตใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคม

“นาม” ของพรรคอนาคตใหม่ยังเลื่อนๆ ลอยๆ

คนของ กปปส.บางคนซึ่งเคยมีประสบการณ์ “ร่วม” กับกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์ในป่าดงพงไพร

เคยออกมาเยาะเย้ย หยามหยัน ว่าเป็น“ซ้ายไร้เดียงสา”

ยากเป็นอย่างยิ่งที่พรรคอนาคตใหม่และโดยเฉพาะ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจกับ นายปิยบุตร แสงกนกกุล จะมีที่ยืนได้อย่างหนักแน่น จริงจัง

Advertisement

อย่างมากก็คงจะกระหึ่มแต่ใน “โซเชียลมีเดีย”

เป็นไปไม่ได้ที่พรรคการเมือง “เพ้อฝัน”ของเด็กๆ อย่างพรรคอนาคตใหม่จะสามารถแจ้งเกิดได้ โดยเฉพาะในชนบทอันกว้างไพศาลของสังคมประเทศไทย

เดือนเมษายน หมิ่นหยามอย่างไร เดือนสิงหาคม ก็ยังหมิ่นหยามอยู่

แต่พลันที่ได้ข่าวเรื่องการลอบยิง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตามมาด้วย “หมายเรียก” จาก บก.ปอท.ตามที่ได้รับการแจ้งความกล่าวโทษจาก “คสช.”

ที่เคยมองอย่างหมิ่นหยาม ก็เริ่มไม่แน่ใจ

นี่คือมาตรการเดียวกันกับที่ “คสช.” เคยกระทำมาแล้ว ไม่ว่าต่อพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าต่อ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ไม่ว่าต่อ นายวัฒนา เมืองสุข

ไม่เพียง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากไปไกลถึงขั้นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

บทบาทของ “คสช.” เหมือนกับเป็นการรุกโดยอาศัยทั้งประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช.ประสานเข้ากับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

ในอีกด้านจึงเท่ากับเป็น “การยกระดับ”

เท่ากับเป็นการยืนยันให้กับกระแสเสียงหมิ่นหยามอันดังมาจากกองเชียร์ของ “คสช.” ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กปปส. ถึงสถานะใหม่ของพรรคอนาคตใหม่

นั่นก็คือ อยู่ระนาบเดียวกับพรรคเพื่อไทย

ความจริง ใครที่ติดตามหรือเป็นแฟนเพจของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กปปส. จะสัมผัสนับแต่พรรคอนาคตใหม่แสดงตัวแล้วว่าแนวทางของพวกเขา

ในทางยุทธศาสตร์หมิ่นหยาม แต่ในทางยุทธวิธีมิได้ประมาท

เพจของกรรมการบริหารพรรคบางพรรคมีข้อเขียนคอมเมนต์โจมตีบทบาทของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ทุกวัน

ที่เรียกตนเองว่า “เสรีไทย” ก็มิได้ถือฝ่ายอักษะเป็นศัตรู หากถือ “อนาคตใหม่” เป็นเป้า

การปล่อยข่าวลือต่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุลตั้งแต่ในเรื่องแนวคิดกระทั่งลอบทำร้าย

และที่สุดก็ลงเอยด้วยการแจ้งความ กล่าวโทษจาก “คสช.”

นี่จึงเป็นการเปิดหน้าออกมาอย่างแจ่มชัด นอกเหนือจากที่แสดงบทบาทผ่าน กกล.รส.ในแต่ละกองทัพภาค ส่งคนไปคุกคามในแต่ละพื้นที่

ยืนยันว่าพรรคอนาคตใหม่มี “สถานะ” เป็นอะไร

จากที่ คสช.กระทำต่อพรรคเพื่อไทยนับแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เมื่อสัมผัสกับที่กำลังกระทำต่อพรรคอนาคตใหม่นับแต่เดือนพฤษภาคม 2561

เด่นชัดเป็นอย่างยิ่งในทิศทางและเป้าหมาย

โดยพื้นฐานเท่ากับ “คสช.” ได้เน้นการเฝ้ามองพรรคอนาคตใหม่เหมือนกับการเฝ้ามองพรรคเพื่อไทย เด่นชัดว่า หากมีการเลือกตั้งกระบวนการที่จะเกิดขึ้นต่อ 2 พรรคนี้จะเป็นอย่างไร

หาก “อนาคตใหม่” ไม่ถูกยุบก่อน หาก “เพื่อไทย” ไม่ถูกยุบก่อน