รายงาน : ‘สมคิด’ชูสัมพันธ์ไทย-จีน จับมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

25.08.18 | 09:18 น.

หมายเหตุ – นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “ส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนไทยระหว่างไทย-จีน” โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งภาครัฐและเอกชน
จากไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนมากกว่า 700 คน ที่โรงแรม แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม

การประชุมครั้งนี้ผู้เข้าร่วมสัมมนามากสุดไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ต้องขอจดจำไว้ น่ายินดีและชื่นชมที่นายหวัง หย่ง มนตรีแห่งรัฐ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้นำคณะรัฐวิสาหกิจ และผู้นำเอกชนจีนเดินทางมาร่วมสัมมนา โดยคนไทยรู้สึกซาบซึ้ง การที่มามากขนาดนี้เป็นผลจากประวัติศาสตร์อันยาวนานระหว่างจีนและไทย ซึ่งจีนให้ความสำคัญสะท้อนความแน่นแฟ้นเชิงพี่น้องมากกว่าเชิงความสัมพันธ์ธุรกิจ แม้ว่าผมจะไม่ได้พบปะกับท่านมา 2 ปีแล้ว แต่ก็ได้ติดตามข่าวสารใกล้ชิดเกี่ยวกับท่านและพัฒนาการของจีน ทุกคำพูดที่ท่านกล่าว นั่งฟังรู้สึกอบอุ่นในใจ ท่านมีความเข้าใจและช่วยเหลือไทยทุกมิติ การมีประเทศที่เป็นเหมือนญาติมิตรเป็นโชคดีของไทย

ทั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับจีนในทุกมิติ โดยจีนยังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีต่อเนื่อง แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีน แต่จีนถือว่าเป็นตัวเอง มีความมั่นใจและใช้จุดแข็งประเทศในการสร้างชาติ สร้างความมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อคำวิจารณ์ต่างๆ นานา ขณะนี้ผลของความสำเร็จปรากฏ ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามีประเทศไหนเปรียบเทียบจีนได้ในด้านการพัฒนาประเทศ ซึ่งจีนก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักเอเชียและเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในจังหวะที่ประเทศตะวันตกอ่อนแรง ที่สำคัญ จีนสามารถแก้ปัญหาความยากจนและเหลื่อมล้ำ สร้างความเจริญให้กับชนบท สร้างชนชั้นกลางใหม่ที่มีอำนาจซื้อมหาศาล ยกระดับการแข่งขันของประเทศ สร้างวิทยาการ สร้างผู้ประกอบการใหม่ๆ รูปแบบธุรกิจใหม่ เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลก ถือเป็นความมหัศจรรย์ของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งไทยขอใช้จีนเป็นแบบอย่างในการพัฒนาประเทศ

ความสำเร็จของจีนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ One Belt One Road (OBOR) ที่ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้จุดประกายไว้ เป็นการมองการณ์ไกล มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม และพยายามจะเชื่อมทุกส่วนของโลกเข้าด้วยกัน ซึ่งโครงการนี้มีความก้าวหน้าไปมาก โดยมีการขยายเส้นทางรถไฟจีนเชื่อมต่อไปยังยุโรปผ่านมองโกเลีย มีการขยายเส้นทางรถไฟลงทางใต้มาสู่ สปป.ลาว เชื่อมต่อมายังไทย ขณะที่โครงการรถไฟไทย-จีน ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว เป็นต้น สำหรับ OBOR จะเชื่อมโยงเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในเอเชียและทุกภูมิภาค โดยจีนถือเป็นแกนนำหลักในการรักษาโลกการค้าเสรี ในจังหวะที่การค้าเสรีและโลกาภิวัตน์กำลังถูกท้าทาย ซึ่งบทบาทนี้จีนต้องภูมิใจ

ในขณะที่จีนมีฝัน ไทยก็มีฝันเช่นเดียวกัน ซึ่งไทยอยู่ในช่วงสำคัญของการปฏิรูปประเทศ ช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาสำคัญในเชิงการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจและการปฏิรูปประเทศ ที่ผ่านมาแม้ไทยจะมีความขัดแย้งบ้างแต่สถานการณ์ปัจจุบันสงบ นำโดยรัฐบาลนี้ และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อความสงบคืนมา เศรษฐกิจเดินหน้า มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามความถดถอยเข้าสู่การขยายตัวอย่างสมบูรณ์ โดยสะท้อนอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทย ในช่วงที่ผ่านมา ขยายตัวตั้งแต่ 0.9% เพิ่มเป็น 2.9% เพิ่มขึ้นที่ 3.2% และ 3.9% ในปี 2560 ที่ผ่านมา และช่วงครึ่งปีแรก 2561 นี้ จีดีพีสูงถึง 4.8% ผลจากการบริโภค-การลงทุนที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง การท่องเที่ยวและการส่งออกยังขยายตัวได้ดีแม้ว่าโลกมีสงครามการค้าเกิดขึ้น ทั้งนี้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ในระดับสูง ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความผันผวนตลาดเงินโลกได้อย่างมั่นคง แน่นหนาและก้าวข้ามความเปราะบาง

Advertisement

โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งการลงทุนคมนาคมทางบก เช่น มอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล รถไฟฟ้าในภูมิภาค โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน คืบหน้าต่อเนื่อง โครงการรถไฟทางคู่ 10 เส้นทางเชื่อมทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งล่าสุดรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งเส้นทางนี้สามารถเชื่อมต่อไปยังจีนตอนใต้ หรือ คุนหมิง เป็นต้น โดยโครงการต่างๆ เหล่านี้เป็นนโยบายรัฐที่มีการผลักดันตั้งใจจะให้เริ่มปีนี้หรือปีหน้าเป็นอย่างช้า ด้านการลงทุนด้านดิจิทัล บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง การเชื่อมต่อโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำไทย-ฮ่องกง จะมีการลงนามในวันที่
25 สิงหาคมนี้ ทั้งนี้ ไทยยังมีโครงการสำคัญ คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นสามารถผลักดันไทยเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลเกตเวย์ในภูมิภาคได้

สำหรับอีอีซี เป็นโครงการที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญและมีความคืบหน้าอย่างน่าพอใจ โดยโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะมีการยื่นประกวดราคาในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนโครงการอื่นๆ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อมท่าเรือ การขยายท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 การขยายสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน จะมีการออกเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ภายในปีนี้และประกวดราคาให้แล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงต้นปีหน้า รวมทั้งจะมีการขยายรถไฟทางคู่จากอีอีซีต่อเนื่องจากระยอง-ตราดด้วย ทั้งนี้ การลงทุนเอกชนในอีอีซีมีการขยายตัวตามเป้าหมาย ในช่วงปี 2559-2561 มีการลงทุนอีอีซีมูลค่าถึง 8.22 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 47% มูลค่าการลงทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ซึ่งหากเทียบกับช่วง 10 ปีก่อนลงทุน การลงทุนเอกชนมีมูลค่าเพียงปีละ 2 แสนล้านบาทเท่านั้น

สำหรับการลงทุนในอีอีซีเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมุ่งขยายซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งนี้ มีความยินดีที่จะเชิญผู้ประกอบการของจีนมาลงทุนอย่างแน่นอน อาทิ ด้านการบินและสมาร์ทซิตี้ ซึ่งจีนมีความถนัดและเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เนื่องจากไทยมีข้อจำกัดเรื่องความสามารถที่จะทำเองทั้งหมด เราจึงต้องอาศัยศึกษาเรียนรู้จากมิตรประเทศ โดยเฉพาะจีน ว่าที่ผ่านมาทำไมจีนต้องสร้างพื้นฐาน มีการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา มีการลงทุนดิจิทัล มีความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งไทยมาถึงจุดนี้ได้ก็ได้แรงหนุนจากจีน เราเชื่อว่าเราไปได้ไกล เรามีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรมนุษย์ ความก้าวหน้าวิทยาการแม้จำกัดเรากำลังต่อสู้เพื่อพัฒนา เรามีศักยภาพดีขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ว่าไทยจะอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง แต่เรายังมีคนที่ยากจนในภูมิภาคต่างๆ จึงต้องยกระดับรายได้แบบที่จีนทำ โดยส่งเสริมการค้าแบบอีคอมเมิร์ซเพื่อกระจายโอกาส ต้องการลดคนจนเหมือนที่จีนทำได้ ซึ่งเราหวังความร่วมมือจากจีนที่เป็นประเทศพี่ของเรา ถ้าเราได้รับการช่วยเหลือ ทำให้เราก้าวไกล มั่งมีมากขึ้น ไทยไม่มีวันลืมจีน สิ่งเหล่านี้อยากให้ฟังคำพูดผมไว้

เรื่องสำคัญคือ ขณะนี้อนุภูมิภาคนี้โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวีที หรือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา
เวียดนาม และไทย มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ล่าสุดมีการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (แอคเมคส์) ที่ประชุมได้มีการตกลงกันเป็นครั้งแรกจัดทำมาสเตอร์แพลนอนุภูมิภาคนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทุกมิติ ทั้ง คมนาคม การลงทุน การค้า ท่องเที่ยว การศึกษา ร่วมสร้างบุคลากรในอนาคตของอนุภูมิภาค แปลว่าในอนาคตสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ประชุมนี้จะเป็นจุดเกาะเกี่ยวสำคัญของประเทศในอนุภูมิภาคว่าทั้งหมดต้องการอะไร โดยกลุ่มนี้ถือเป็นหัวใจของอาเซียนซึ่งหากมีความมั่นคงและเป็นเอกภาพ จะสะท้อนเอกภาพอาเซียนทั้งหมดด้วย แม้ในอดีตดินแดนอนุภูมิภาคนี้จะมีความไม่สงบ แต่ขณะนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง 7-8% ต่อปี อยากเรียนเสนอว่าขอให้มีการหารือระหว่างกันทั้ง จีนและแอคเมคส์ โดยไทยยินดีที่จะเชื่อมประสานกลุ่มประเทศเหล่านี้ให้จีน ซึ่งไทยเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์และมีสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ นอกจากการค้าการลงทุน ยังสามารถเชื่อมสัมพันธ์เชิงลึกในระดับสังคม วัฒนธรรม ท้องถิ่นถึงท้องถิ่นได้

ขณะที่ปัจจุบันความสัมพันธ์การค้าการลงทุนจีน-ไทย ก้าวไปข้างหน้าด้วยยุทธศาสตร์เชื่อมโยงและเกื้อกูล เมื่อสิบปีก่อนตัวเลขการค้าการลงทุนไทย-จีนที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ 3-5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันอยู่สูงถึง 7-8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อว่าเป้าหมายเดิมที่เคยวางไว้ที่ 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจะน้อยไปเสียแล้ว ซึ่งจะมีการหารือร่วมกันเพื่อตั้งเป้าหมายใหม่ โดยเชื่อว่าสัมพันธ์ไทย-จีนด้านเศรษฐกิจยุคนี้ได้ก้าวสู่จุดสูงสุด และคาดว่าจะก้าวไปข้างหน้าได้อีกมาก