เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่พลทหารรุ่นพี่มาขอขมาพลทหารคชา พะชะ ที่ทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัสนั้น ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่นั่นก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องการทะเลาะวิวาทส่วนตัว แต่เป็นภาพสะท้อนปัญหาของระบบการซ่อมทหาร ซึ่งมีการใช้ความรุนแรงจนนำไปสู่การซ้อมทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกองทัพ ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณะ ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องและร่วมกันผลักดันหาทางออก ไม่อย่างนั้นจะเกิดกรณีทหารเกณฑ์ถูกซ้อมปางตายแบบพลทหารคชา พะชะ อายุ 22 ปี เกิดขึ้นซ้ำอีกเรื่อยๆ เป็นรายที่ 11, 12, 13 ทั้งนี้ ผู้ใหญ่ในกองทัพก็คงไม่ได้อยากให้เกิดความสูญเสียในลักษณะเช่นนี้ แต่ถ้าต้องการแก้ปัญหาอย่างจริงจังก็ต้องเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และต้องอธิบายให้ได้ว่า ประเด็นการซ่อมทหารนั้นเลิกไปแล้ว หรือยังแอบทำกันอยู่ลับๆ ไม่อย่างนั้นจะกระทบความเชื่อมั่นของครอบครัวผู้ที่จะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารในอนาคต ที่สำคัญมาตรการเร่งด่วนที่ควรทำขณะนี้ คือ ต้องเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก โดยเฉพาะผู้ปกครองและภาคประชาสังคมได้มีส่วนร่วมในการสอดส่องความเป็นไปของลูกหลานที่อยู่ในความดูแลของกองทัพ
ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวว่า โดยอาจอยู่ในรูปของคณะกรรมการ คล้ายๆ กับสมาคมผู้ปกครองในสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่สามารถติดตามพัฒนาการของบุตรหลานจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับโรงเรียนได้ ส่วนมาตรการระยะยาวที่ต้องทำเช่นกัน คือ การปฏิรูปกองทัพให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและภัยคุกคามที่เปลี่ยนไป แต่ยังต้องมีขีดความสามารถสูง และมีความทันสมัยทางเทคโนโลยี รวมทั้งต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ และเคารพสิทธิมนุษยชน ที่สำคัญถึงเวลาที่ต้องพิจารณากันอย่างจริงจังว่า การเกณฑ์ทหารของไทย ควรเปลี่ยนไปใช้วิธีรับสมัครจากผู้ที่สมัครใจ แล้วยกเลิกการบังคับให้ทุกคนต้องเกณฑ์ทหารได้หรือยัง เพราะปัจจุบันมีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่าการลดขนาดกองทัพไม่ได้ทำให้ขีดความสามารถในการป้องกันประเทศลดลง ทั้งยังจะช่วยประหยัดงบประมาณและส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจอีกด้วย

