หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการเมืองต่อกรณีข้อเสนอทั้ง 6 ข้อที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คลายล็อกให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรม อาทิ การเปิดประชุมพรรค การรับสมาชิกพรรคเพิ่มเติม การจัดทำไพรมารีโหวต เพื่อเตรียมพร้อมในการเลือกตั้งตามปฏิทินของ กกต.คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
การที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดถึงประเด็นการคลายล็อก 6 ข้อนั้น ยังไม่มีการให้หาเสียงทางการเมืองแต่อย่างใด คงเป็นมาตรการปกติตามรัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วพรรคการเมือง 2560 ส่วนใหญ่ก็จะเป็นมาตรการปกติ ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้พรรคการเมืองหาสมาชิกได้ หรือการอนุญาตให้แบ่งเขตเลือกตั้ง ให้จัดตั้งคณะกรรมการของแต่ละพรรคในการทำไพรมารีโหวตคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่อย่างไรก็ต้องทำตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ประเด็นสำคัญคือ การไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองมีการหาเสียงเลือกตั้ง สิ่งนี้จะทำให้เกิดประเด็นปัญหาตามมา และในตอนนี้ก็เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมพรรคการเมืองพรรคใหญ่ไม่สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้ แต่พรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่สามารถลงพื้นที่ที่เข้าข่ายการหาเสียงทางการเมืองได้
ดังนั้นมาตรการคลายล็อกพรรคการเมืองทั้ง 6 ข้อ เป็นเพียงการดำเนินการในสิ่งที่รัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดไว้ ไม่ได้มีความแปลกใหม่ และในด้านการแก้ปัญหายังไม่ค่อยที่ตรงจุดเท่าที่ควร จากการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นของหลายฝ่าย โอกาสที่จะเป็นปัญหาในการเลือกตั้งก็ค่อนข้างที่จะเป็นไปได้สูง
ส่วนข้อดีจากการคลายล็อกพรรคการเมืองทั้ง 6 ข้อ ผมมองว่าบางเรื่องก็มีการผ่อนคลายมากขึ้นและสามารถเเก้ปัญหาในเชิงผิดได้ เช่น การอนุญาตให้พรรคการเมืองสามารถประชุมใหญ่เพื่อหาสมาชิกพรรค ตรงนี้ก็คงไปช่วยแก้ไขไพรมารีโหวตที่สมาชิกพรรคการเมืองบางพรรคมีจำนวนไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายได้กำหนด
ส่วนข้อเสีย คือประเด็นเรื่องของพรรคการเมืองที่ไม่สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้ ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้คลายล็อก แม้การวิพากษ์วิจารณ์ที่ผ่านมาก็ยังแก้ไขปัญหาตรงนี้ไม่ได้
ผมคิดว่าเมื่อกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประกาศใช้ครบทั้ง 4 ฉบับแล้ว การเดินหน้าสู่การเลือกตั้งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความอิสระและปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองได้ลงพื้นที่เพื่อหาเสียงได้อย่าเท่าเทียมกัน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรม
ผศ.ดร.ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ผมไม่แน่ใจว่าจาก 6 ประเด็น ในการเสนอให้คลายล็อกให้กับพรรคการเมืองนั้น จะสามารถคลายล็อกได้ขนาดไหน และการรับไม่ได้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมในประเทศไทยที่ทุกคนต่างไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เราต้องดูปัจจัยในหลายๆ อย่าง เช่น ปัจจัยทางเศรษฐกิจและปัจจัยทางสังคม
เมื่อถามว่าหากมองการคลายล็อกเป็นการหาเสียงทางการเมืองหรือไม่ ผมมองว่าทั้ง 6 ประเด็นที่คลายล็อกนั้น ทุกคนก็สามารถคิดได้ ถ้าหาก 6 ประเด็นนี้เป็นการหาเสียงที่แท้จริง ก็ควรคิดได้แล้วว่ามันไม่มีอะไรที่แปลกใหม่เลย และไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมด้วย ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่ว่าจะทำอะไร แต่จะต้องทำอย่างไรมากกว่า เพื่อให้ประเทศไทยมีการพัฒนาต่อไปมากกว่านี้
ผมมองว่ารัฐบาลชุดหน้าควรเสนอวิธีการต่างๆ ในการพัฒนาประเทศชาติมากกว่าการนำเสนอเป้าหมายของพรรคการเมืองที่สนับสนุนตัวเอง และสิ่งที่ควรคลายล็อกเพิ่มเติม คือ การคลายล็อกให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคสามารถระดมสมองในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและจัดทำเป็นนโยบายแต่ละพรรคการเมืองได้ ว่าพรรคไหนมีนโยบายอย่างไร
ไม่ใช่เหมือนตอนนี้ที่ไม่สามารถทำอะไรไม่ได้เลย แม้กระทั่งการลงพื้นที่เพื่อหาเสียงให้พรรคของตัวเอง ถ้าไม่อยากถูกข้อครหาว่าเป็นการหาเสียงทางการเมืองอยู่ฝ่ายเดียว ผู้มีอำนวจควรปลดล็อกพรรคการเมืองโดยสิ้นเชิง

วราวุธ ศิลปอาชา
แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)
ข้อเสนอดังกล่าวก็เป็นไปตามที่พูดคุยหารือกับพรรคการเมืองเมื่อครั้งที่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญในตอนนี้ทุกพรรคยังไม่มีหัวหน้าพรรค ยังไม่มีกรรมการบริหารพรรคอย่างเป็นทางการ เมื่อยังไม่มี ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำให้ได้ เพราะการทำแบบฟอร์ม การรับสมัครสมาชิกพรรค การจัดตั้งสาขาพรรค การมีตัวแทนระดับจังหวัด ทุกอย่างต้องเริ่มขึ้นจากการประชุมใหญ่ของพรรคเสียก่อน ส่วนการทำไพรมารีโหวตนั้นเราต้องดูทางฝ่ายรัฐบาลว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จะมีแนวทางในการปรับรูปแบบให้ทำตามกฎหมาย หรือจะมีการใช้วิธีพิเศษในการแก้ไขอย่างไรแต่ถ้าเป็นไพรมารีโหวตระดับเขต ก็ไม่ค่อยห่วงเท่าใด เพราะพรรคการเมืองทำงานแบบนี้มานาน
แต่ก็อาจจะมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันบ้างระหว่างพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันกับพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพราะการหาสมาชิกให้ได้ครบทุกเขต ครบทุกจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด และการจัดตั้งสาขาพรรคทั้ง 4 ภาค ภาคละ 500 คนนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และพอเริ่มคลายล็อกแล้วทางการเมืองให้เรา สิ่งสำคัญอีกประการ คือ จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องรับการขึ้นทะเบียนสมาชิกพรรคของทุกพรรคการเมืองที่มีอยู่ การทำสิ่งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แค่ของพรรคตนเองก็เยอะพอสมควรแล้ว แต่ของ กกต.จะต้องทำผู้สมัครทุกคนทั่ว ประเทศ จึงเป็นเรื่องหนักของ กกต. ขณะที่การทำกิจกรรมทางการเมืองของพรรคนั้น หรือการสื่อสารกับสมาชิกพรรคการเมือง ในประเด็นตรงนี้ ผมสงสัยถึงความชัดเจน จึงอยากจะนำไปหารือกับสมาชิกในภาคก่อนว่าขอบข่ายที่จะทำมีมากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่เราเดินตามโรดแมปได้ จากที่เราติดล็อกทางการเมืองกว่า 4 ปี และในไม่ช้านี้พรรคการเมืองก็จะได้ทำตามกฎหมายพรรคการเมืองเสียที แต่ถ้ารัฐบาลและ คสช.ยังไม่ยอมคลายล็อกทางการเมืองให้ ก็คงจะเหนื่อยกันทุกฝ่าย ผมจึงคิดว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและ คสช.ก็เห็นถึงข้อจำกัดอะไรต่างๆ จึงได้มีมาตรการคลายล็อกออกมาในช่วงเดือนกันยายน
แต่หลังจากนี้ไปผมอยากรู้ว่าขั้นตอนในการหาเสียงจะเป็นอย่างไร ขอถามว่าจะให้พรรคการเมืองเริ่มทำได้เมื่อใด เพราะการออกไปรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มคนต่างๆ ไม่ได้ทำได้แค่เดือนสองเดือนเสร็จ แต่ต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างไรก็ตาม คลายล็อกให้เราในเดือนหน้าจึงเป็นสัญญาณที่ดีที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแมป และจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

วิรัตน์ กัลยาศิริ
หัวหน้าทีมกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
การที่รัฐบาลและ คสช.ได้เสนอคลายล็อกให้พรรคการเมืองในเดือนกันยายนนั้น พร้อมทั้งประเด็น 6 ข้อที่เสนอมา ทั้งการประชุมใหญ่ให้เลือกกรรมการบริหารพรรค การแก้ข้อบังคับพรรค การกำหนดอุดมการณ์พรรค การเปิดให้พรรคสมาชิก และตั้งสาขาพรรคได้ ฯลฯ ตรงนี้กับข้อเสนอดังกล่าวผมคิดว่าเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองจะต้องดำเนินการทำทันที เมื่อ คสช.คลายล็อกการเมือง เพราะพรรคการเมืองต่างๆ ล้วนเรียกร้องมานานแล้ว เราก็โอเคที่ คสช.ยอมคลายล็อกทางการเมืองให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ในเดือนกันยายน ไม่มีปัญหาอะไร
ในประเด็นต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่า คือ ถ้าเราอยากได้ปฏิรูปการเมืองที่มีคุณภาพมากกว่าการเมืองเชิงปริมาณ เราต้องมีกรรมการบริหารพรรคกับสมาชิกพรรคที่มีคุณภาพ ถ้าเราอยากได้การเมืองที่มีคุณภาพ ต้องให้เวลาในการหา กล่อมเกลา และศึกษาสมาชิก และเมื่อเราได้สมาชิกที่มีคุณภาพ ก็จะได้ไพรมารีโหวต ได้ตัวแทนผู้สมัครที่มีคุณภาพด้วยเช่นกันทำนองเดียวกันถ้าทุกพรรคเดินตามประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 ที่จะต้องปฏิรูปการเมือง การให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิได้รับรู้ได้รับทราบและศึกษาแต่ละพรรคการเมืองว่ามีอุดมการณ์อย่างไร จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเพราะพรรคการเมืองในอนาคตจะต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่พรรคการเมืองที่เน้นแต่ปริมาณ
ในอนาคตจะมีการปลดล็อกทางการเมืองทั้งหมดให้หรือไม่ ผมคิดว่าทาง คสช.คงมองในมิติความมั่นคง ก็ขอให้ปลดล็อกเท่าที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงมากกว่า ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อที่เสนอมาไม่มีอะไรเลยที่กระทบต่อความมั่นคงเลยสักข้อ
แต่ถ้าตราบใดก็ตามที่ยังมีการใส่ร้ายป้ายสีด่าทอคนนั้นคนนี้ มีการตัดต่อภาพ ตัดต่อเนื้อหาที่ทำผิดกฎหมายหลายรูปแบบ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย ดังนั้นถ้าจะให้ปลดล็อกทางการเมืองได้ทั้งหมด เราจะต้องทำการเมืองที่ดี เลิกพฤติกรรมการด่าทอ การใส่ร้ายป้ายสี และหันมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เน้นข้อมูลเป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพ ทุกอย่างก็จะเป็นบรรยากาศที่ดีนำมาซึ่งการปลดล็อกทางการเมืองได้ทั้งหมด โดยที่ไม่มีอะไรไปกระทบกับความมั่นคง และถ้าทุกพรรคการเมืองยึดตามกรอบรัฐธรรมนูญและยึดกฎหมายบ้านเมืองเป็นหลักก็จะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นแต่อย่างใด

